ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้
น้ำมัน
ปลา เป็นน้ำมันที่สกัดจากส่วนของเนื้อ
หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึกโดยเฉพาะปลาในเขตหนาว
ในน้ำมันปลามีกรดไขมันหลายชนิด
แต่ที่สำคัญและมีการนำมาใช้ทางการแพทย์
คือ กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า
3
และกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า
6
ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3
ที่สำคัญ
2
ชนิด
คือ กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก
EPA
(Eicosapentaenoic acid) และกรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก
DHA
(Docosahexaenoic acid) ซึ่ง
เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย
เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้
ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น
สำหรับกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า
6
เป็นกรดไขมันที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีผลในการลดไขมันในเลือด
พบมากในน้ำมันพืชหลายชนิด
เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน
น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย
น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น
ใน
ปี ค.ศ.
1976 ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าชาวเอสกิโม
ซึ่งอาหารหลักในชีวิตประจำวันคือ
ปลา มีอุบัติการณ์เกิดเส้นเลือดอุดตันต่ำมาก
รวมทั้งพบว่ามีระดับไขมันในเลือดต่ำ
การเกาะกันของเกล็ดเลือดน้อยกว่าชาวเดนมาร์กซึ่งอาหารหลักคือเนื้อสัตว์และ
ผลิตภัณฑ์นม และสี่ปีต่อมาในปีค.ศ.
1980
ผลการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นพบว่าชาวบ้านในหมู่บ้านประมงซึ่งรับประทานปลาเป็น
อาหารหลักก็มีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจต่ำกว่าทั่วไป
การเกาะกันของเกล็ดเลือดและความหนืดของเลือดต่ำกว่าชาวญี่ปุ่นในหมู่บ้านที่
เลี้ยงสัตว์
อาหารประจำวันของผู้ที่อาศัยในหมู่บ้านประมงเป็นอาหารทะเลมากกว่าในหมู่บ้าน
ที่เลี้ยงสัตว์กว่า 2
เท่า
และยังพบว่าในอาหารทะเลมีกรดไขมันชนิด
EPA
ในปริมาณสูง
คณะ
ผู้วิจัยได้สกัดกรดไอโคซาเพนตาอีโนอิกออกจากน้ำมันปลาซาร์ดีน
บรรจุในแคปซูลให้อาสาสมัครรับประทาน
วันละ 1.4
กรัม
พบว่าความหนืดของเลือดของอาสาสมัครลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนหลังจากรับประทาน
ติดต่อกัน 4
สัปดาห์
เกิดข้อสรุปว่าอาหารทะเลช่วยลดความหนืดของเลือดซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการ
ป้องกันหรือรักษาภาวะเส้นเลือดอุดตัน
นับตั้งแต่ปีค.ศ.
1983 เป็นต้นมา
น้ำมันปลาก็เริ่มเป็นที่สนใจรู้จักกันทั่วไป
แต่ในเวลานั้นผลการศึกษาวิจัยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสรุปประสิทธิภาพของน้ำมัน
ปลาในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างแน่นอน
เพราะการศึกษาไม่ได้ทำในวงกว้างขวาง
จนกระทั่งสิบกว่าปีผ่านไปพร้อมกับรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาเรื่อยๆว่า
น้ำมันปลามีประสิทธิภาพในการป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
โรคหลอดเลือดหัวใจ
และยังมีรายงานว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งและข้ออักเสบได้อีกด้วย
แหล่ง
น้ำมันปลาในธรรมชาติที่ดีที่สุด
คือ ปลาทะเล หอยนางรมแปซิฟิก
และปลาหมึก ปลาทะเล เช่น
แซลมอน ทูน่า ซาบะ ซาร์ดีน
เฮอร์ริ่ง แองโชวี่ ไวท์ฟิช
บลูฟิช ชอคฟิช เทราท์ แมคเคอเรล
เป็นต้น ปลาทะเลที่มีน้ำมันปลามาก
คือ ปลาทู ปลาสำลี ปลารัง
ปลากระพง เป็นต้น
พบว่าปลาที่จับได้ในธรรมชาติจะมีปริมาณกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า
3
และโอเมก้า
6
ในสัดส่วนที่เหมาะสม
ส่วนปลาที่เลี้ยงในบ่อจะมีปริมาณของกรดโอเมก้า
6
มากกว่าโอเมก้า
3
ปัจจุบันน้ำมันปลาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ได้รับความนิยมในการรับประทาน
อย่างแพร่หลาย
ส่วนน้ำมันตับปลาที่เรารู้จักกันดี
สกัดจากตับของปลาทะเล
เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง
มีสารสำคัญคือวิตามินเอ
และดี
![]() |
| Fish Oil 086-4290312 |
ประโยชน์ของน้ำมันปลา
ลด
ระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด
และเพิ่มระดับของเอชดีแอลโคเลสเตอรอล
ซึ่งเป็นไขมันที่ดี
น้ำมันปลาสามารถลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างรวดเร็ว
และมีประสิทธิภาพสูงกว่าน้ำมันข้าวโพดและน้ำมันดอกคำฝอยมาก
ผู้ชายที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
เมื่อให้กินปลาประมาณ 18
ออนซ์ต่อวันเป็นเวลา
3
เดือน
พบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและระดับเอชดีแอลโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น
ป้องกัน
การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
โดยลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด
ทำให้เลือดไม่เกาะตัวเป็นลิ่ม
เลือดจึงไหลเวียนได้ดีขึ้น
ลดความหนืดของผนังหลอดเลือด
ทำให้ผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุ่น
ลดความดันโลหิต
จากรายงานผลการศึกษาวิจัยพบว่าอาหารที่ประกอบด้วยปลาหางแข็งหรือปลาทูซึ่งมี
EPA
ใน
ปริมาณ 2.2
กรัมต่อวันสามารถลดความดันเลือดซิสโตลิกในคนไข้ที่มีโรคความดันผิดปกติทาง
กรรมพันธุ์ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
และทำให้เกิดโรคหัวใจในขณะที่อายุยังน้อยอยู่
อาหารที่มีปลาหางแข็งหรือปลาทู
ยังช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลงได้เป็นเวลา
3
เดือน
หลังจากนั้นระดับกลับสูงขึ้นไปเหมือนเดิมอีก
ในผู้ที่มีความดันเลือดสูงในระดับปานกลาง
พบว่าอาหารที่มีปลาหางแข็งหรือปลาทูลดความดันซิสโตลิกลงได้เกือบร้อยละ
10
ระดับโซเดียมในเลือดลดลง
และเรนินซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สร้างในไตซึ่งมีผลมากต่อความดันเลือด
นั้น ก็ทำงานได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ
64
การศึกษาวิจัยในผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงเล็กน้อย
โดยให้กินน้ำมันปลาแคปซูลเป็นเวลา
6
สัปดาห์
พบว่าความดันตัวบนหรือซิสโตลิกลดลงอย่างชัดเจน
บรรเทาอาการอักเสบ
ปวด บวมของโรคปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์
บำรุงระบบประสาทและสมอง
ทำให้ความจำและความสามารถในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น
ลดการอักเสบของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง
![]() |
| Fish Oil 086-4290312 |
ความสำคัญของน้ำมันปลา
กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกมีความจำเป็นต่อการพัฒนาของจอตาและสมองของทารก
แต่ทารกไม่สามารถสังเคราะห์
DHA
ได้ด้วยตนเอง
ต้องอาศัยจากน้ำนมแม่
โดยทารกแรกเกิดควรได้รับ
DHA
ไม่ต่ำกว่าวันละ
40
มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม
จากการศึกษายังพบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนด
เมื่อได้รับนมเสริม DHA
จะสามารถมองเห็นได้ชัดเร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับอีกด้วย
มารดาและหญิงที่ให้นมบุตรจึงควรบริโภค
DHA
อย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกที่ได้รับ
ส่งต่อไปยังลูกโดยผ่านทางรกและน้ำนม
กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สมองและเซลล์ประสาทซึ่งมีผลต่อ
สติปัญญา หากร่างกายขาด DHA
จะทำให้เซลล์สมองและเซลล์ประสาทขาดประสิทธิภาพไปด้วย
เด็กในวัยนี้จึงควรได้รับ
DHA
ในปริมาณที่เหมาะสม
เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของสมอง
คนในวัยทำงานมักประสบความเครียดอยู่เสมอ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกายขาด
DHA
ใน
ปริมาณที่เหมาะสม
กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกจะผ่านเข้าไปเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาท
ของเซลล์สมอง
ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน
ทำให้สมองทำงานดีขึ้น
หากรับประทานอาหารที่มีกรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ
จะทำให้สัดส่วนของ DHA
ในสมองสูงขึ้น
ซความเครียดจะลดลงและสมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น
ผู้
สูงอายุจะเกิดภาวะสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่นๆโดยไม่
ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร
แต่จากการทดลองโดยการให้กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกแก่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ใน
ประเทศญี่ปุ่น พบว่าความสามารถในการคำนวณ
ความสามารถในการตัดสินใจ
และประสิทธิภาพระดับสูงของผู้ป่วยดีขึ้น
โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ
DHA
เป็นเวลา
6
เดือนจะมีอาการที่ดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ
DHA
อย่างเห็นได้ชัด
การรับประทานน้ำมันปลา
รับประทานเป็นอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ
วันละ 1,000
มิลลิกรัม
(1
แคปซูล)
หลังอาหาร
รับประทานเพื่อรักษาโรค
วันละ 3
กรัม
(3
แคปซูล)
หรือมากกว่านั้นตามคำแนะนำของแพทย์
การ
รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันและรักษา
ภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือด
จึงควรเข้าใจถึงแนวทางในการบริโภคอาหารที่ถูกต้องเพื่อควบคุมระดับคอเลสเตอร
อลในเลือด
และต้องมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้ได้ในชีวิตประจำวัน
เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง
หลีกเลี่ยงโรคร้ายต่างๆ
ซึ่งมีภาวะโคเลสเตอรอลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง
โรคหัวใจขาดเลือด
หลัก
การบริโภคอาหารที่สำคัญเพื่อป้องกันและลดระดับโคเลสเตอรอลสูงใน
เลือด ประการแรกคือ
รับประทานโคเลสเตอรอลไม่เกินวันละ
300
มิลลิกรัม
โคเลสเตอรอลมีเฉพาะในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น
และมีมากในอาหารบางชนิด
เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์
มันสัตว์ สัตว์น้ำบางชนิด
จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณมาก
รับประทานอาหารในแต่ละวัน
ซึ่งให้พลังงานรวมแล้วเพียงพอต่อการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
โดยผู้ใหญ่ควรมีดัชนีความหนาของร่างกายประมาณ
20-25
กิโลกรัม/ตารางเมตร
โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว
หน่วยเป็นกิโลกรัม
หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร
ยกกำลังสอง
หลีก
เลี่ยงรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์
หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมากๆ
เช่น หมูสามชั้น
เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น
ควรรับประทานอาหารที่ให้กรดไขมันไลโนเลอิกโดยสม่ำเสมอ
ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50
ในน้ำมันพืชบางชนิด
เช่น น้ำมันถั่วเหลือง
น้ำมันข้าวโพด
ควรรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกประมาณร้อยละ
7-10
ของพลังงานที่ได้รับ
เช่น วันหนึ่งต้องการพลังงาน
2000
กิโลแคลอรี่
ควรได้กรดไลโนเลอิกประมาณ
16-22
กรัม
ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลืองประมาณ
2-3
ช้อนโต๊ะ
จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้
![]() | ||
ที่มา
:
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
| เค เค โกลเด้น ออยล์ พลัส 60 แคปซูล (102 กรัม) |
086-4290312


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น