วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หุ่นดี แค่ปรับท่ายืน–นั่ง ช่วยหุ่นเพรียว ไม่ง้อไดเอต

ตอนเด็ก ๆ มักจะโดนคุณพ่อคุณแม่กับคุณครูเอ็ดเอาอยู่บ่อย ๆ เรื่องชอบนั่งหลังค่อม ยืนห่อไหล่ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องบุคลิกมักจะถูกติติงกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เชื่อว่าหลาย ๆ คนในตอนนั้นคงรู้สึกว่าน่าเบื่อจัง ไม่สบายตัวเลย แต่ลองได้ทำจนเป็นนิสัยมาจนถึงปัจจุบันนี้ มันก็พิสูจน์ให้เห็นได้เลยว่า สิ่งเหล่านั้นมีประโยชน์มากจริง ๆ นอกจากทำให้บุคลิกดูสง่าผ่าเผยดีแล้ว ยังช่วยให้เราดูสูงขึ้น เพรียวขึ้น ได้อีกต่างหาก

            การยืน นั่ง เดิน หรือการวางท่วงท่าในอิริยาบถต่าง ๆ ให้เหมาะสม จะลดแรงเสียดสีที่ข้อต่อ ลดแรงกดที่กระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี ช่วยเรื่องการทำงานของระบบย่อยอาหาร และผลที่เห็นทันตาสุด ๆ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับผู้รักษารูปร่างทั้งหลาย คือ มัน ทำให้คุณดูผอมเพรียวขึ้นได้ทันใจ เพียงแค่ปรับท่วงท่าการยืน การนั่ง การเดิน ให้ถูกต้องเท่านั้นเอง เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น ลองมาดูกันเถอะค่ะ ว่าคุณจะปรับท่วงท่าไหนได้บ้าง

 
1. ท่ายืนแปรงฟัน
           Do : ยืนหลังตรงคอตั้ง ไหล่ทั้งสองแบออก ยกมือข้างที่ถือแปรงสีฟันขึ้นให้ข้อศอกอยู่ระดับไหล่ การยืนที่ถูกต้องจะช่วยเตรียมร่างกายของคุณให้พร้อมสำหรับกิจกรรมต่อไปในยาม เช้าด้วย 

           Don't : ยืนยื่นหน้าเข้าหากระจก ท่านี้จะเพิ่มแรงกดให้กับกระดูกต้นคอ และทำให้กระดูกสันหลังอ่อนแอ

 2. ท่าขับรถ
           Do : นั่งให้สบาย ศีรษะพิงกับเบาะรองศีรษะของส่วนที่นั่ง เงยหน้าให้อยู่ในระดับปกติ ให้บ่าเป็นตัวรองรับน้ำหนักของศีรษะ การนั่งแบบนี้จะช่วยจัดระเบียบกระดูกสันหลัง ทำให้ไม่เกิดอาการปวดหลังและเมื่อยล้าที่บ่า
 
           Don't : นั่งยื่นหน้าและคอเข้าหาพวงมาลัย หากนั่งเช่นนี้นาน ๆ จะทำให้เมื่อยบ่าและเกิดอาการปวดหลังตามมา
 
3. ท่าคุยโทรศัพท์

           Do : หากเป็นไปได้ควรใช้อุปกรณ์เสริมแฮนด์ฟรีในการคุย อันจะทำให้คุณสามารถคุยโทรศัพท์ได้สะดวกไม่ว่าในท่วงท่าใด ๆ

           Don't : เอนศีรษะเข้าหาโทรศัพท์มาก ๆ หรือหนีบโทรศัพท์เอาไว้ระหว่างไหล่กับใบหู ซึ่งจะทำให้กระดูกคอเสื่อมได้


 4. ท่านั่งทำงาน

           Do : นั่งหลังตรง แผ่นหลังและข้อพับเข่าด้านหลัง ห่างจากเก้าอี้ 2-4 นิ้ว เท้าวางราบกับพื้น หากใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้ปรับหน้าจอเอนราว 110 องศา ซึ่งเป็นมุมที่มองเห็นภาพได้ชัดเจนดี โดยไม่ต้องยื่นหน้าเพ่งเข้าหน้าจอ หากเป็นคอมพิวเตอร์พีซี ต้องปรับเก้าอี้ให้ระดับสายตาพอดีกับหน้าจอ วางคีย์บอร์ดไว้ด้านหน้าในตำแหน่งที่ยื่นมือพิมพ์ได้สะดวก โดยท่วงท่าที่เหมาะสมคือศอกทำมุมราว 90 องศา และแนบชิดกับลำตัว

           Don't : ยื่นหน้าเพ่งดูหน้าจอ หากศีรษะเลื่อนออกจากระนาบเดียวกับบ่าทั้งสองแล้ว จะทำให้กระดูกคอทำงานหนัก ปวดคอและบ่า ลามไปถึงแผ่นหลังช่วงล่างที่จะมีอาการปวดเมื่อยด้วย


 5. ท่าเดิน

           Do : ให้ศีรษะ ไหล่ทั้งสอง หน้าท้อง หัวเข่า และนิ้วเท้า อยู่ในระนาบเดียวกัน ก้าวย่างลงโดยให้จมูกเท้าเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นเป็นจุดแรก แกว่งแขนเล็กน้อยเพื่อให้เดินได้สบาย และช่วยลดแรงกดที่ไหล่ หากต้องการเดินเพื่อออกกำลังกายให้แขม่วหน้าท้อง และเดินแกว่งแขนที่พับศอกเป็นมุม 90 องศาไปด้วย

           Don't : เดินแอ่นอก หรือศีรษะนำหน้าลำตัว


 6. ท่ายืนทำอาหาร 

            Do : ใช้เวลาช่วงรออาหารสุกในการบริหารร่างกายง่าย ๆ เพื่อช่วยปรับสรีระของคุณ โดยยืนขาชิด แยกปลายเท้าออกจากกัน 45 องศา แยกเข่าย่อตัวลงให้เข่างอระดับหนึ่ง เปิดอกผึ่งผาย สะโพกและไหล่เป็นแนวเส้นตรงระนาบเดียวกัน ย่อขึ้นลงเช่นนี้ 12-15 ครั้ง (สามารถใช้มือข้างหนึ่งจับเก้าอี้ หรือขอบเคาน์เตอร์ไว้ได้ หากมีปัญหาในการทรงตัว)

            Don't : แอ่นสะโพกพิงกับเตา-เคาน์เตอร์ หรือ ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่สะโพกข้างใดข้างหนึ่ง ท่วงท่านี้จะทำให้กระดูกสันหลังคด ปวดหลังและเอว


 7. ท่านั่งดูโทรทัศน์

            Do : วางเท้าทั้งสองระนาบกับพื้น เข่าอยู่ใกล้กัน หลังตรงแต่ไม่เกร็ง ศีรษะอยู่ตำแหน่งเดียวกับกระดูกก้นกบ และให้นั่งผ่อนคลายหลังพิงเบาะได้ตามสบายในช่วงพักโฆษณา

            Don't : นั่งตัวงอเอนหลังจมหายไปในโซฟา หากนั่งในท่วงท่วงท่านี้เป็นประจำ กล้ามเนื้อในร่างกายจะจดจำการนั่งหลังค่อม และจะทำให้คุณปวดเมื่อยแม้จะกลับมานั่งในท่าปกติแล้วก็ตาม


          ใน ช่วงแรก ๆ การปรับตัวให้อยู่ในท่วงท่าที่เหมาะสมเช่นนี้ อาจทำให้คุณรู้สึกขัด ๆ และเมื่อยเร็ว แต่เมื่อทำเป็นประจำจะพบว่า สรีระโดยรวมของคุณดูดีขึ้น บุคลิกภาพน่ามองทุกท่วงท่า และช่วยให้รูปร่างของคุณดูเพรียวลงได้ด้วย เนื่องจากตัวไม่ห่อ หลังไม่งอ เช่นแต่ก่อน ใครรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้มีน้ำหนักเกินมากมาย แต่กลับรู้สึกว่าตัวตัน ๆ และอึดอัด ลองปรับท่วงท่าการเดิน การนั่ง ของคุณตามวิธีที่เราแนะนำไว้กันดูนะคะ ได้ผลดีทีเดียวล่ะค่ะ


ลดน้ำหนัก วิธีลดความอ้วน วิธีกำจัดเซลลูไลท์ ต้นเหตุของความอ้วนเผละ

โดย นพ.ถนอมกิต เพราะสุนทร แพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาลสมิติเวช
          เอาใจคุณยังสาวหลาย ๆ คนที่มีปัญหาเซลลูไลท์ตามมากวนใจ ตั้งแต่มีน้องคนแรกยันคนที่สองก็ยังตัดขาดจากกันไม่ได้สักที APPEAL ฉบับนี้ขอพาคุณแม่ไปรู้จักกับเพื่อนตัวป่วนเจ้าปัญหาอย่าง "เซลลูไลท์" และหลากหลายวิธีกับการกำจัดมันให้หมดไป

          เซลลูไลท์ (Cellulite) คือก้อนไขมันใต้ผิวหนังที่ทำให้ผิวหนังแลดูตะปุ่มตะป่ำเหมือนเปลือกผิวมะกรูด หลายคนอาจคุ้นกับชื่อ "ผิวเปลือกส้ม" หรือ "ผิวหนังไก่" มากกว่าก็ได้ ซึ่งสาเหตุของเจ้าเซลลูไลท์เชื่อว่าเกิดจากการที่มีการไหลเวียนของระบบเลือด ในบริเวณนั้นลดลง การคั่งของน้ำเหลือง และภาวะฮอร์โมนที่ไม่สมดุล มักพบได้บ่อยในบริเวณต้นแขน ต้นขา หลัง คอ ไหล่ ท้องน้อย พบแม้แต่บริเวณลำคอและหน้า สามารถสำรวจตัวเองได้ง่าย ๆ จากการดูบริเวณต้นขา ก้น ซึ่ง 2 บริเวณนี้จะเกิดขึ้นมากที่สุด The pinch test โดยการใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบผิวหนังบริเวณที่สงสัย หากมีเซลลูไลท์ผิวบริเวณดังกล่าวจะมีลักษณะเหมือนผิวส้ม

          และ สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณแม่หลังตั้งครรภ์มีเจ้าเซลลูไลท์อยู่ก็เพราะว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนของร่างกาย ระดับเอสโตเจนที่มากเกินไปจะทำให้ผนังกั้นไขมันไม่แข็งแรง ไขมันบางส่วนจะถูกเบียดไปชั้นใต้ผิวหนังทำให้เกิดเป็นก้อนใต้ผิวหนัง เรามักจะพบเซลลูไลท์ในคนหลังตั้งครรภ์ หรือคนที่รับประทานยาคุมกำเนิด
 
     1. การควบคุมอาหารและน้ำ

          อาหารที่ก่อให้เกิดเซลลูไลท์และควรที่จะงด ได้แก่ อาหารที่อุดมไปด้วย Toxin เช่น ไขมัน อาหารหวาน อาหารมัน ประเภทนม เนย น้ำตาล ช็อกโกแลต ไอศกรีม ของทอด สุรา น้ำตาล หากรับประทานอาหารเหล่านี้มากเกินไปจะทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกหมดเกิด การสะสม จึงควรหลีกเลี่ยง พยายามควบคุมให้น้ำหนักคงที่ อย่าปล่อยตัวให้อ้วนเกินไป ถ้าอ้วนอยู่แล้ว ต้องค่อย ๆ ลดน้ำหนักลง และควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับร่างกาย ต้องการประมาณวันละ 8 แก้ว ควรเพิ่มปริมาณผักผลไม้สด บางคนบอกว่าเอนไซม์จากผักผลไม้ช่วยย่อยสลายไขมันได้

          ข้อแนะนำ : สามารถควบคุมได้ด้วยตัวเองประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ผลจะขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะสามารถควบคุมตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน จึงอาจทำให้เห็นผลช้า หรือบางคนที่มีเซลลูไลท์มาก ๆ อาจจะไม่เห็นผลเลยก็เป็นได้ ส่วนการบริโภคผักผลไม้สด ๆ ที่เริ่มเป็นเซลลูไลท์เท่านั้น


     2. การนวดเบา ๆ ตามบริเวณที่มีเซลลูไลท์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          การนวดที่คล้าย ๆ กับการนวดสปาเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถช่วยได้ดีคือการนวดเบา ๆ ตามบริเวณที่มีเซลลูไลท์ จะทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็งแรงขึ้น และออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด

          ข้อแนะนำ : เหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกในเรื่องของการควบคุมอาหาร การนวดจะทำให้เซลลูไลท์บริเวณนั้นตึงขึ้น เห็นผลเร็วกว่าการควบคุมอาหารด้วยตัวเอง


     3. การใช้อาหารเสริม หรือครีมกำจัดเซลลูไลท์ หรือการพันด้วยพลาสติก

          การทาครีมสลายเซลลูไลท์ หรือการนวดด้วยครีมสลายเซลลูไลท์ อาจช่วยได้บ้างเล็กน้อยหรืออาจไม่ได้เลย ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าการกำจัดเซลลูไลท์โดยการใช้ครีมกำจัดเซลลูไล ท์, การพันด้วยพลาสติก, การฝังเข็ม, เครื่องมือหรือเครื่องออกกำลังกาย เช่น สายพานหรือเข็มขัด ที่เอามาเขย่าหรือสั่นลงบนบริเวณที่มีเซลลูไลท์ สามารถใช้ได้ผลมากน้อยเพียงใด

          ข้อแนะนำ : วิธีนี้อาจมีราคาที่ค่อนข้างแพง ซึ่งผู้ที่ต้องการกำจัดเซลลูไลท์บางคนอาจได้ผล หรือไม่ได้ผลก็เป็นได้ จึงทำให้เสี่ยงต่อผลที่จะตามมา เพราะทางการแพทย์ถือว่ายังไม่มีหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ชัดเจน


     4. Endermologie เทคนิคการนวดและดูด 3 ทิศทาง

          ขบวนการนี้ทำให้มีการปรับโครงสร้างใหม่ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ผิวหนัง กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลือง รวมทั้งช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยจะช่วยกำจัดเซลลูไลท์และไขมันส่วนเกินของร่างกาย และยังทำให้ผิวเนียนเรียบและรูปร่างเพรียวขึ้น Improving skin fitness, Improve scar tissue and burn, Increase circulation, Relieve of musoular pain, Reducing cellulite, Body shaping

          ข้อแนะนำ : จำเป็นต้องทำต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นผล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจดีขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น คนไข้จำเป็นต้องควบคุมอาหารไปด้วยจึงจะเห็นผลได้ชัดเจน


     5. การใช้เครื่องมือประเภท Perfect s

          เป็นเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อลดปัญหาเรื่องเซลลูไลท์ และปรับรูปร่างให้ได้สัดส่วน ซึ่งใช้เทคโนโลยี อาทิ คลื่นวิทยุ, แสงอินฟาเรด, ลูกกลิ้ง, แรงดูดสุญญากาศ, IR ช่วยเพิ่มการส่งผ่านออกซิเจนที่จับอยู่กับเม็ดเลือดแดงไปสู่เนื้อเยื่อภาย หลังการกระตุ้นให้เกิดความร้อนจากแสงอินฟราเรด ส่วน RF ช่วยเพิ่มการซึมผ่านออกซิเจนระหว่างเซลล์โดยการกระตุ้นให้เกิดความร้อนในผิว หนังด้านลึก เพิ่มกระบวนการเผาผลาญไขมันที่เกิดขึ้นภายใน ไมโตรคอนเดรียของเซลล์ ภายหลังการทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญเซลล์ไขมันจะทำให้เซลล์ไขมันหดตัวและ กระชับตัวขึ้น

          ข้อแนะนำ : ต้องทำประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำต่อเนื่องประมาณ 5-10 ครั้ง จึงจะดีขึ้น แล้วหลังจากนั้นบางคนอาจจะกลับมาทำอีกเดือนละครั้ง หากเป็นใหม่ก็สามารถกลับมาทำใหม่ได้
 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.appeal-magazine.com/

ดูแลสุขภาพ สุขภาพดี ด้วย วิถีตะวันออก

โดย : อณู
          การมีสุขภาพดีไม่ใช่การวิ่งไปหาหมอเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นความรับผิดชอบของเราเอง เกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งหมายความว่า เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน กินอาหารอะไรเข้าไปบ้างมีบุคลิกลักษณะและมีจิตใจเป็นอย่างไร

ชีวิตสมดุล
          การ แพทย์ของไทยในสมัยก่อน หรือการแพทย์แผนไทย มองว่าการมีสุขภาพดีเป็นปกติ ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตที่สมดุล เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมา แสดงว่าเกิดความไม่สมดุลในร่างกายเข้าแล้ว

          ส่วนแพทย์แผนปัจจุบัน เขาเคยตั้งหน้าตั้งตาซ่อมอวัยวะส่วนที่เป็นโรค หรือขจัดเหตุของโรคให้หมดไป เท่าที่ผ่านมา จากวิธีวิเคราะห์โรคที่แม่นยำ มีเทคโนโลยีในการรักษามีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับโรคที่เกิดจากเชื้อโรค และโรคที่ต้องอาศัยการผ่าตัด คนจึงพิการหรือตายน้อยลงอย่างน่าทึ่ง ทั่วโลกจึงนำการแพทย์แนวนี้เข้ามาแทนที่ จนการรักษาแบบดั้งเดิมของประเทศตัวเองค่อย ๆ จางหายไป

          การ รักษาโรคที่เกิดจากพฤติกรรม เช่น เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง ความดันโลหิต ฯลฯ ด้วยแผนปัจจุบัน ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ราคาแพง มีผลข้างเคียงอันตราย หรือต้องกินยาตลอดชีวิต คนจึงหันมาหาการรักษาตามแนวทางแพทย์ทางเลือกซึ่งอยู่บนรากฐานของการรักษาตาม แนวทางของซีกโลกตะวันออกมากขึ้น อาศัยการปรับพฤติกรรมและวิธีแบบองค์รวม

          ซีกโลกตะวันตกกำลังเปิดประตูต้อนรับการแพทย์ทางเลือก หรือการแพทย์แผนดั้งเดิมของท้องถิ่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็ม สมุนไพร นวด โยคะ สมาธิ อาหาร ธรรมชาติ ฯลฯ

          เรามาดูกันหน่อยว่าแพทย์แผนไทยตามวิถีตะวันออกที่มีการฟื้นฟูขึ้นมาอย่างจริงจังอีกครั้ง เขามีวิธีคิดและรักษากันอย่างไร

          แพทย์ แผนไทยเห็นว่า การเจ็บป่วยเกิดจากอิทธิพลต่าง ๆ ที่ทำให้เราขาดสมดุลไป อิทธิพลที่ว่านี้คือธาตุทั้ง 4 ฤดูกาล อายุที่เปลี่ยนไป ถิ่นที่อาศัย กาลเวลา และดวงดาวตาม จักรราศี

ธาตุทั้ง 4  ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นส่วนประกอบของร่างกาย
           ธาตุดิน คือ องค์ประกอบที่มีลักษณะเป็นของแข็ง มีความคงรูป ได้แก่ อวัยวะต่าง ๆ

           ธาตุน้ำ คือ องค์ประกอบที่มีลักษณะเป็นของเหลว เช่น น้ำต่าง ๆ

           ธาตุลม เป็นสิ่งที่มีพลัง ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว เช่น ลมหายใจเข้า-ออก

           ธาตุไฟ มีลักษณะเป็นความร้อน คุณสมบัติก็คือเผาผลาญ ทำให้ลมและน้ำเคลื่อนที่ด้วยพลังความร้อนพอเหมาะ

ฤดูกาล
          มีผลทำให้ร่างกายเราแปรปรวน ต้องปรับตัวให้เข้ากับฤดูที่เปลี่ยนไป ฤดูร้อนจะเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ ฤดูฝนเจ็บป่วยด้วยธาตุลม ฤดูหนาวเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ

          อายุที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะเปลี่ยนตามอายุ 3 วัย คือ

           ปฐมวัย (อายุ 1-16 ปี) เจ็บป่วยด้วยโรคทางธาตุน้ำ

           มัชฌิมวัย (อายุ 16-32 ปี) เจ็บป่วยด้วยโรคธาตุไฟ

           ปัจฉิมวัย (อายุ 32 ปีขึ้นไป) เจ็บป่วยด้วยโรคทางธาตุ

ถิ่นที่อาศัย

           ประเทศร้อน - สถานที่ที่เป็นภูเขาสูง เนินผา มักเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ

           ประเทศเย็น - สถานที่ที่ฝนชุก โคลนตม มักเจ็บป่วยด้วยธาตุลม

           ประเทศอุ่น - สถานที่ที่เป็นน้ำฝน กรวดทราย เก็บน้ำไม่อยู่ มักเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ

           ประเทศหนาว - สถานที่ที่เป็นโคลนตม ชื้นแฉะ น้ำเค็ม เช่น ชายทะเล มักเจ็บป่วยด้วยธาตุดิน

กาลเวลา
         การเปลี่ยนแปลงทุก 24 ชั่วโมงใน 1 วัน เกิดการแปรปรวนของธาตุต่าง ๆ แตกต่างกัน ทำให้เจ็บป่วยด้วยธาตุต่าง ๆ ตามเวลา

         ดวงดาวตามจักรราศี ในรอบ 1 ปี เมื่อพระอาทิตย์สถิตในราศีต่าง ๆ จะเกิดผลต่อร่างกายต่างกันไปตามแต่ละส่วนของอวัยวะ

รักษาแบบไทย
         การรักษาจะเริ่มจากตรวจร่างกาย และดูวัน เดือน ปีเกิด อายุ เพื่อตรวจดูว่ามีธาตุเจ้าเรือนเป็นอย่างไร มีอาการของธาตุใด คือ ดูความสมดุลของธาตุทั้ง 4 หากมีตำราแน่นอนว่าเป็นอะไร ก็จะจัดยารักษาตามนั้น หากไม่พบว่าเป็นอาการใดที่ชัดแจ้งแน่นอน จะใช้การคำนวณธาตุแล้วจัดยาให้ ซึ่งยาสำหรับแต่ละคนก็ต่างกัน

         แพทย์ แผนไทยจะให้ปรับตัวเข้ากับสภาวะ ด้วยการปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันที่ก่อให้เกิดโรค เช่น กินอาหารมากหรือน้อยไป กินไม่ถูกกับธาตุหรือโรค นั่ง ยืน เดิน นอน ไม่สมดุล อากาศไม่สะอาด ฝืนธรรมชาติ เช่น อดอาหาร อดนอน กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ ทำงานหนักเกินกำลัง มีกิจกรรมทางเพศมากไป โศกเศร้าเสียใจ หรือดีใจเกินไป มีโทสะมากไป ขาดสติ

          มีคำแนะนำให้กินอาหารให้เหมาะกับธาตุและฤดูกาล กินอาหารที่เป็นสมุนไพร รักษาด้วยยาสมุนไพร อบสมุนไพร นวดตัว การออกกำลังกาย การดัดตนด้วยท่าฤาษีดัดตน เพื่อจัดโครงสร้างให้เข้าที่ด้วยตนเอง มีสติในการกิน นอน ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ฝึกสมาธิให้จิตเข้มแข็ง มีพลัง เกิดความสุขสงบ ดำรงชีวิตด้วยทางสายกลาง รักษาศีล เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ มีวินัย จะเห็นว่าสุขภาพที่สมดุลตามแบบแพทย์แผนไทยอิงหลักพุทธศาสนา เน้นเรื่องธรรมชาติ และเน้นการทำให้ร่างกายสมดุล

พบหมอไทย
         ใช่ว่าจะมีแต่คำแนะนำสำหรับการรักษาตัวด้วยแพทย์แผนไทยเพียงอย่างเดียวค่ะ เดี๋ยวนี้เราสามารถหาซื้อยาสมุนไพรได้ตามที่ต่าง ๆ เช่น ตามร้านขายยาแผนโบราณทั่วไป องค์การเภสัชกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเมื่อก่อนยังมีคลินิกตรวจแบบแผนไทยอยู่ ทุกวันนี้เหลือเพียงขายยาสมุนไพร หรือในที่บางแห่งให้บริการปรึกษา เช่น สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
momypedia.com

เคล็ดลับการดูแลตัวเองให้ดูอ่อนกว่าวัยด้วยวิธีง่าย ๆ

แม้ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่จะ เข้าใจกฎเกณฑ์ เรื่องอายุและรูปลักษณ์ภายนอก กันเป็นอย่างดีว่า สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาควบคู่กันไปตามธรรมชาติ ทว่าผู้ชายบางคนก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ร่วงโรยไปตามอายุ และไม่คิดจะหันกลับมาดูแลตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางคนที่ท้าทายธรรมชาติด้วยการรักษาความหนุ่มเอาไว้ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดูดี แถมยังดูไม่แตกต่างไปจากตอนหนุ่ม ๆ เลยสักนิด ฟังแบบนี้แล้วอาจทำให้ใครหลายคนแอบสงสัยกันอยู่ไม่น้อยว่าพวกเขาทำได้อย่าง ไร ในวันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองให้ดูอ่อนเยาว์แบบง่าย ๆ มาฝากกัน รับรองว่าเป็นวิธีที่คุณสามารถทำได้เองและไม่ต้องเจ็บตัวไปกับการทำศัลยกรรม อีกด้วย
 
1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
 
          สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายทั้งหลายดูมีอายุมากขึ้น (บางคนดูแก่กว่าอายุจริงด้วยซ้ำ) นั่นเป็นเพราะว่า กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเริ่มหย่อนคล้อยไม่กระชับเหมือนในสมัยหนุ่ม ๆ ดังนั้นหากคุณต้องการจะรักษาและคงความเฟี้ยวเอาไว้ โดยไม่สนใจว่าตัวเลขของอายุจะเดินหน้าไปไวสักแค่ไหน ก็ควรหมั่นออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ทำงานบ้าง อีกทั้งยังช่วยกระชับและลดไขมันส่วนเกินอีกด้วย



          ทั้งนี้ ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 - 60 นาที (ระยะเวลาในการออกกำลังกายขึ้นอยู่กับศักยภาพร่างกายของแต่ละคน) แล้วคุณก็จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสดชื่นสดใสเหมือนสมัยหนุ่ม ๆ เลยล่ะ นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยลดน้ำหนักและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ ด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน โรคเส้นเลือดอุดตัน และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเซโรโทนินสารที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้อีก ต่างหาก

 
2. จัดแต่งทรงผมให้ดูดีอยู่เสมอ 
 
          ไม่มีอะไรจะทำให้ผู้ชายดูโทรมได้เท่ากับผมเผ้าที่รุงรัง กระเซอะกระเซิง ไม่ได้ทรงอีกแล้ว หากไม่อยากหมดหล่อในสายตาของคุณผู้หญิง คุณควรจัดแต่งทรงผมให้ดูดีอยู่เสมอ โดยทรงผมที่เหมาะสมกับหนุ่มรุ่นใหญ่ที่สุดก็คือ ผมสั้น ซึ่งคุณอาจใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมอย่าง เจล มูส หรือสเปรย์ช่วยตกแต่งทรงผมด้วยก็ได้ แต่หากใครที่มีปัญหาผมร่วงหรือเส้นผมบาง หากใจกล้าหน่อยก็สกินเฮดไปเลย เพราะผู้ชายกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ผมจะเริ่มบางลง โดยเฉพาะชายที่อยู่ในช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่มั่นใจกับทรงสกินเฮดของตัวเอง ก็ลองมองหายาปลูกผมดี ๆ เอาไว้ใช้แทน หรือไม่ก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไปเลยก็ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลุคของตัวเอง



3. โกนหนวดโกนเครากันบ้าง
 
          หนวดและเคราบนใบหน้าเปรียบเสมือนดาบสองคมที่สามารถทำให้คุณดูดีขึ้น แต่อีกทางหนึ่งมันก็สามารถทำร้ายตัวคุณได้เหมือนกัน หากใบหน้าคุณไม่เหมาะกับการไว้หนวดเครา หรือปล่อยให้หนวดเครารกรุงรังจนทำให้คุณดูแก่กว่าอายุจริง ดังนั้นควรโกนทิ้งไปให้หมด โดยเหลือไว้เพียงใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้าน และยังช่วยให้คุณดูเด็กลงมากขึ้น แต่ถ้าอยากจะไว้จริง ๆ ก็อาจอัพเดทเทรนด์หนวดเคราจากเหล่าดาราแล้วลองทำตามดูบ้างก็ได้ เพื่อเปลี่ยนลุคของตัวเองให้แตกต่างออกไปจากเดิมบ้าง ทว่าข้อสำคัญที่ไม่ควรลืมหากจะไว้หนวดเคราจริง ๆ ก็คือต้องเลือกทรงที่รับกับรูปหน้าของคุณมากที่สุด จึงจะช่วยให้ดูดีขึ้นได้



4. ดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงต่าง ๆ ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง

 
          สิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณดูอ่อนเยาว์ลงไม่ใช่แค่การดูแลทรงผม หรือการแต่งตัวให้ดูดีเท่านั้น ทว่าคุณยังควรดูแลผิวพรรณควบคู่กันไปด้วย โดยหันมาใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้ติดเป็นนิสัย โดยเฉพาะในส่วนของใบหน้า ทั้งนี้ ควรสครับใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกมา นอกจากนี้เวลาโกนหนวดนั้นให้ใช้ครีมโกนหนวดที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ ก่อนการโกนทุกครั้ง เพื่อป้องกันการหลุดร่อนของเซลล์ผิวชั้นนอก และคงความชุ่มชื่นให้กับผิวของคุณ รวมไปถึงทาครีมบำรุงรอบดวงตา เพื่อป้องกันรอยหมองคล้ำบริเวณใต้ตาด้วย และที่สำคัญอย่าลืมดูแลสุขภาพริมฝีปากให้นุ่มชุ่มชื้นอยู่เสมอด้วยลิปมัน เช่นกัน



          ทั้งนี้ ทั้งนั้น สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเองมากนัก เพราะต้องดูแลทั้งงานและครอบครัว คุณอาจจะเริ่มปฏิบัติตามคำแนะนำสักข้อสองข้อดูก็ได้ แล้วค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมเพิ่มเติมในภายหลัง ออ...นอกจากนี้ให้พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้คุณดูแก่ก่อนวัยด้วยเช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอลล์ หรือปาร์ตี้แบบหามรุ่งหามค่ำ เป็นต้น เพียงเท่านี้คนอื่น ๆ ก็เดากันไม่ออกแล้วล่ะว่าคุณอายุเท่าไหร่กันแน่ 



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เชื้อราในร่มผ้า อาการคันในร่มผ้า แก้ไขอย่างไร

หากคุณเป็นผู้หญิง ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อยีสต์ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ต้องขอขอบคุณ Aimee Christine Hughes นักบำบัดองค์รวมที่จะมีช่วยบอกวิธีรักษาและป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

           ผู้หญิง ทุกคนจะต้องมีเชื้อยีสต์อยู่ในตัวบ้างไม่มากก็น้อย เชื้อนี้ชื่อว่า Candida albicans เป็นเชื้อปรสิตที่อาศัยอยู่ตามที่อับชื้นตามร่างกาย รวมทั้งช่องคลอด กระเพาะอาหาร ปาก และผิวหนังตามข้อพับต่าง ๆ โดยทั่วไปก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไร แต่บางทีก็มีบางสิ่งบางอย่างไปกระตุ้นให้ยีสต์เกิดการขยายเพิ่มจำนวน

           ตัวกระตุ้นอย่างหนึ่งก็คือ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งสามารถฆ่าแบคทีเรียอย่างเช่น Lactobacillus acidophilus ที่คอยช่วยควบคุมจำนวนยีสต์เอาไว้ การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไปก็เป็นการกระตุ้นเช่นกัน เพราะยีสต์ต้องการน้ำตาลเป็นอาหาร สิ่งอื่น ๆ ก็ได้แก่ภูมิคุ้มกันลดลง ๆ ความเครียด, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีรอบเดือน, ระหว่างมีครรภ์หรือหมดรอบเดือน, หรือขณะให้นมบุตร), น้ำอสุจิจากผู้ชาย, ยาคุมกำเนิด, และแอลกอฮอล์

           สตรี มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์มีการติดเชื้อยีสต์ที่ช่องคลอดอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในชีวิต แต่บางคนก็เกิดขึ้นมากกว่านั้น ตั้งแต่ปีละหนึ่งถึงสามครั้ง และการติดเชื้อสามารถติดเชื้อไปสู่คู่นอนได้ อาการที่เกิดขึ้นในผู้หญิงได้แก่ คัน, เป็นผื่นแดง และผิวหนังหนาขึ้น, ตกขาว, มีน้ำข้น ๆ ไหลออกมา บางทีก็พูดกันว่าข้นพอ ๆ กับค็อตเตจชีสเลยทีเดียว ในกรณีที่เป็นหนัก ๆ ก็จะมีปฏิกิริยาของการแพ้, เป็นผื่นที่ช่องคลอด, ท้องเสีย, เจ็บในท้อง, ปวดรอบเดือน, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, แสบเวลาถ่ายปัสสาวะ, รู้สึกเจ็บเวลาร่วมเพศ, บางทีก็มีการติดเชื้อที่ไต หรือที่กระเพาะปัสสาวะ หากมีการติดเชื้อในผู้ชาย ก็จะมีอาการแดงที่หนังหุ้มองคชาติและปลายองคชาติ และมีการอักเสบ

           การติดเชื้อยีสต์อาจไม่ได้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ที่แน่ ๆ คือมันไปทำให้คุณภาพชีวิตของคุณแย่ลง การแพทย์กระแสหลักมักจะรักษาด้วยการให้ยาเฉพาะที่ และ/หรือ ให้ยาฆ่าเชื้อรา สิ่งเหล่านี้จะให้ผลเป็นการชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้กลับมาติดเชื้อได้อีก

           วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน ให้ลองวิธีการดังต่อไปนี้เพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อยีสต์

1.ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับยีสต์

           วิธี ที่ดีที่สุดก็คือ ทำให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมภายในไม่เหมาะกับการเติบโตของเชื้อ Candida albicans เสียแต่แรกเลย ด้วยการลดการบริโภคน้ำตาล แอลกอฮอล์, ของหวาน ๆ, ขนมปังกรอบและขนมเค้กที่ผ่านกระบวนการ, น้ำผลไม้, น้ำอัดลม ลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ลง เพราะมีหลักฐานบ่งชี้ว่า มีความสัมพันธ์กับการเติบโตอย่างผิดปกติของจุลชีพในลำไส้

           หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี โดยเฉพาะขนมปัง เนื่องจากมีสารอาหารต่ำ และมีสารแต่งเติมที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ในช่วงที่มีการติดเชื้อ ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อราอยู่ในนั้น เช่น ชีส, ผลไม้แห้ง, ถั่วลิสง และแตงโม สำหรับผู้ที่ยังติดเชื้อไม่ยอมหาย หรือติดเชื้อซ้ำซาก ให้หลีกเลี่ยงอาหารนมถ้วย

           รับ ประทานผักสีเขียวให้มากขึ้น (ผักพวยเล้ง, คะน้า เป็นต้น) รวมทั้งแครอท, ข้าวบาร์ลีย์, ถั่วเขียว, ผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว, กะหล่ำ, อาร์ติโช้ค, เห็ดชิตาเกะ, กะหล่ำปลี ให้รับประทานกระเทียมวันละสองสามกลีบทุกวัน เพราะมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อยีสต์ จะให้ได้ผลดีที่สุดก็โดยการบุบแล้วรับประทานสด ๆ

           ส่วนน้ำมันวอลนัท, น้ำมันเมล็ดแฟล็กช์, น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว ล้วนทำให้เชื้อแคนดิด้าอดอยาก น้ำมันมะพร้าวช่วยได้มากเพราะมีกรดลอริค (lauric acid) และกรดคาพรีลิค (caprylic acid) อยู่สูง ซึ่งทั้งคู่ มีคุณสมบัติต่อต้านไวรัส, ต่อต้านจุลชีพ, และต่อต้านเชื้อรา มุ่งจู่โจมยีสต์และเชื้อราอื่น ๆ ที่เจริญเติบโตมากเกินไปในร่างกาย อย่างเช่นขี้กลากและฮ่องกงฟุต ขอให้แน่ใจที่จะซื้อน้ำมันมะพร้าวที่ไม่ได้ถูกไฮโดรจีเนเต็ด ให้รับประทานโยเกิร์ตชนิดไม่ได้เติมน้ำตาล แต่งรสที่มีเชื้อ Lactobacillus acidophilus ที่มีชีวิตอยู่ด้วยทุกวัน จะช่วยลดการเจริญของยีสต์ในช่องคลอดและลำไส้เล็ก

2.เพิ่มอาหารเสริม

           สูตรผสมโปรไบโอติคส์ที่มี Lactobacillus acidophilus ช่วยรักษาสมดุลของจุลชีพในทางเดินอาหารและระบบสืบพันธุ์ ที่คลินิกของผู้เขียน (Aimee Christine Hughes) มักจะพบความสัมพันธ์ระหว่างการติดเชื้อยีสต์กับปัญหาของทางเดินอาหาร นับตั้งแต่ท้องผูกและแสบร้อนหน้าอกไปจนถึงสารอาหารไม่ดูดซึม การให้เอนไซม์ช่วยย่อยนับว่าเป็นประโยชน์ รวมทั้งวิตามินเกลือแร่รวม (ให้แน่ใจด้วยว่าอาหารเสริมเหล่านี้ไม่มียีสต์อยู่ด้วย)

           สตรี ที่มีแนวโน้มในการติดเชื้อยีสต์มักจะมีวิตามินบีชนิดต่าง ๆ อยู่ต่ำ วิตามินบีจำเป็นในการเมตาโบลิซึ่มของน้ำตาล ดังนั้น ให้เพิ่มอาหารเสริมวิตามินบีเข้าไปด้วย นอกจากนี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้รับประทานวิตามินซี (1,000 ม.ก.), วิตามินอี (800 หน่วยสากล), กรดไขมันโอเมก้า -6 (ชนิดที่ให้แกมม่า-ไลโนเลนิค แอซิด หรือ GLA 450 ม.ก.), กรดไขมันโอเมก้า -3 (ที่ให้กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิค แอซิด หรือ อีพีเอ 1,000 ม.ก. และกรดโดโคชาเฮ็กชาอีโนอิค แอซิด หรือดีเอชเอ 800 ม.ก.), และซีเลเนียม (200 ไมโครกรัม) เหล่านี้จะช่วยต่อต้านการอักเสบ และเพิ่มภูมิคุ้มกัน การรับประทาน caprylic acid (500 ม.ก.) ก็ช่วยป้องกันการติดเชื้อราทุกชนิด รวมทั้ง Candida albicans

3.สมุนไพร

           ผู้เขียนพบว่า ในการต่อต้านการติดเชื้อยีสต์และป้องกันการระบาด สมุนไพรที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันนับเป็นสิ่งที่ยากที่จะมองข้ามไปได้ ทั้งสมุนไพร astragalus และ ahwagandha สารสกัดจากเมล็ดส้มโอผลเล็ก (grapefruit) มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรีย รวมทั้งให้รับประทานเอ็คไคเนเชีย (250-500 ม.ก.) และสมุนไพรโกลเด้นชีล (150-300 ม.ก.) ร่วมด้วยทุกวัน เพื่อช่วยให้ทั้งระยะเวลาการติดเชื้อลดลง และร่างกายจะได้สามารถรักษาตัวและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

           เป็นที่ทราบกันว่า สมุนไพร cat’s claw ช่วยอาการปวดข้อได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วย ผู้เขียนแนะนำให้รับประทานสารสกัดสมุนไพรนี้ครั้งละ 500 ม.ก. วันละสามครั้ง สมุนไพรอื่น ๆ ก็ได้แก่ oat straw (ช่วยให้ประสาทสงบ) pu d'arco (ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เม็ดเลือดแดง) แล้วยังมีสมุนไพรจีนอย่างราก gentian, skullcap, gardenia, akebia, plantain, pupleurum, rehmannia, angelica, cardamom และ dioscorea

           น้ำมัน หอมระเหยอย่างลาเวนเดอร์, โรสแมรี่, และทีทรีก็สามารถนำมาเติมเวลาอาบน้ำอุ่นก็ได้ หรือจะผสมเกลือทะเลลงไปในน้ำ กวนให้ละลาย แล้วนำมาล้างถูตัวเพื่อแก้คันและช่วยรักษาได้เร็วขึ้น การกลั้วปากด้วยน้ำเกลือก็ช่วยควบคุมการแพร่กระจายของแคนดิด้าในช่องปาก คุณสามารถใช้น้ำมันหอมลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันทีทรี 3-5 หยด ผสมลงในน้ำมันมะกอก หรือโฮโฮบา 50 มิลลิลิตร แล้วใช้ทาหรือช่วยหล่อลื่นเนื้อเยื่อช่องคลอดที่อักเสบ

เครื่องเทศ

           ให้เตรียมส่วนผสมจากอบเชย ซึ่งงานวิจัยแนะว่ามีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อราเป็นอย่างสูง ให้บิอบเชย 8 อัน ออกเป็นชิ้นหัก ๆ ใส่ลงในน้ำต้มเดือดและเคี่ยวเป็นเวลา 10 นาที ดับไฟ นำลงจากเตาแล้วทิ้งไว้อีกหนึ่งชั่วโมง นักสมุนไพรบางท่านแนะนำให้ฉีดล้างช่องคลอด บางคนก็แนะนำให้ดื่มชาอบเชยซึ่งจะช่วยควบคุมการติดเชื้อยีสต์

4.ฉีดน้ำ

           การใช้เครื่องฉีดชำระอาจไม่จำเป็นตอนคุณเป็นปกติดีอยู่ แต่ในช่วงที่ติดเชื้อยีสต์ จะช่วยบรรเทาอาการลงได้มาก วิธี หนึ่งก็คือ ใช้น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์วินนิก้า 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาดหนึ่งลิตร จะได้ส่วนผสมที่เป็นกรดเล็กน้อยและไม่เหมาะกับการเจริญของยีสต์ นำมาฉีดล้างวันละสองครั้ง หรือใช้โยเกิร์ตชนิดไม่ผสมน้ำตาล (unsweetened yogurt) 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำเปล่า 1 ถ้วย ชำระล้างวันละสองครั้ง หรือใช้น้ำมันทีทรี (10 หยดผสมกับน้ำ 1 ถ้วย ล้างวันละสองครั้ง)

5.ทำใจให้สบาย

           นอนยืดแผ่สบาย ๆ บนผ้าปูสำหรับเล่นโยคะเวลารู้สึกคัน โยคะช่วยคลายความเครียด และความกลัดกลุ้ม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสองอย่างที่ไปกระตุ้นการขยายตัวของยีสต์ โยคะยังช่วยกำจัดสารพิษ, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, ทำให้น้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสมดุล รวมทั้งทำให้สมดุลของฮอร์โมนกลับมาด้วย ท่าอาสนะที่ช่วยผ่อนคลายมาก ๆ อย่างเช่น The Child ช่วยต่อต้านความอยากน้ำตาล รวมทั้งคาเฟอีนและนิโคตินด้วย

ผู้หญิงจะทำอะไรได้บ้าง?

            รักษาความสะอาดและแห้ง สวมซับในผ้าฝ้าย หลีกเลี่ยงผ้าสังเคราะห์และเสื้อผ้าที่คับรัดรูป เพราะจะไปขัดขวางการไหลเวียน ถอดชุดอาบน้ำหรือชุดบริหารร่างกายที่เปียกออกทันทีที่ทำได้ เมื่อมีรอบเดือนให้เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ

            หลีกเลี่ยงสารเคมี พยายามอย่าให้บริเวณอวัยวะเพศสัมผัสสารเคมี หรือสารให้ความหอมสังเคราะห์ ซึ่งระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณนั้นมาก เช่น ผ้าอนามัย, กระดาษชำระหรือสบู่, แป้ง, สเปรย์ดับกลิ่น หรือน้ำยาอาบน้ำที่ผสมกลิ่นหอม มีหลายกรณีที่พอเลิกใช้กระดาษชำระแล้วเอาน้ำใส่ขวดชนิดบีบได้บีบทำความสะอาด หลังเข้าห้องน้ำ แล้วเป่าให้แห้ง หรือใช้เครื่องเป่าผมตั้งไว้ที่ลมธรรมดาเป่าให้แห้งก็ช่วยได้ดี

            รักษาการอักเสบ ผู้เขียนประสบความสำเร็จจากการใช้ชาแดนดิไลอัน (เอาใบสด ๆ มา 1 ถ้วย ต้มกับน้ำเดือด 3 ถ้วย เป็นเวลา 30 นาที แล้วกรอง) ; น้ำว่านห่างจระเข้ (เอาสำลีจุ่มลงไปแล้ว ทาบริเวณปากช่องคลอด) ; ยาเหน็บบอร์ค แอซิด (มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อ, ต้านเชื้อราและไวรัส) ; colloidal silver (รับประทาน และ/หรือ นำไปผสมกับเจลว่านหางจระเข้กับน้ำมันทีทรีสัก 2-3 หยดเคลือบลงบนก้อนสำลี แล้วใช้เหน็บ) ; น้ำมันมะพร้าว (ทาตรงบริเวณที่อักเสบ)






http://dasisspa-paris.blogspot.fr/




 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
อาหารและสุขภาพ

ผู้หญิง อำพรางน่องใหญ่ให้ดูสวยเพรียว

เคล็ดลับการแต่งกายสำหรับสาว ๆ ที่มีความกังวลเรื่องน่องและข้อเท้าใหญ่


   - เลี่ยงรองเท้าที่มีสายรัดข้อเท้า แต่ให้ใส่เป็นรองเท้าส้นสูงธรรมดาก็พอ



   - หากต้องโชว์เรียวขา เลือกรองเท้าสีนู้ดที่ช่วยให้ขาดูยาวขึ้น หรือใส่ถุงน่องสีดำกับรองเท้าสีดำก็ได้



   - เบี่ยงเบนความสนใจจากช่วงล่าง โดยเน้นดีเทลที่ช่วงบนให้ดูเด่นขึ้น เช่น ใส่เสื้อที่มีปกสวย ๆ หรือเลือกใส่สร้อยคอแทน



   - แม็กซี่เดรส เป็นทางเลือกที่ดีในการปิดบังเรียวขา และยังมีสารพัดสไตล์ให้เลือกด้วย



   - เลือกเดรสหรือกระโปรงที่มีชายบานออก ซึ่งจะทำให้กระโปรงดูเด่นขึ้นและช่วยพรางให้ขาดูเล็กลง



   - ความยาวของกระโปรงถ้าไม่ยาวลงไปเลย ก็ควรให้ยาวคลุมเข่าหรืออยู่เหนือเข่า หากคุณเลือกกระโปรงที่คลุมครึ่งน่องก็จะทำให้น่องของคุณดูตันกว่าเดิม



 http://dasisspa-paris.blogspot.fr/


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.lisaguru.com/
หนังสือLisa Vol.13 No.24 27 มิถุนายน 2555

วิธีป้องกันการเกิด อาการปวดหัวด้วยตัวเอง

ถึงอาการปวดหัวจะไม่ได้ร้ายแรง แต่ก็อาจจะรบกวนการใช้ชีวิตของคุณได้ มาดูวิธีที่คุณจะป้องกันการเกิดอาการปวดหัวได้

 1. เอ็กเซอร์ไซส์ไม่เคยเอ้าท์


การออกกำลังกายป้องกันโรคได้เสมอ อาการปวดหัวจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดหดตัว แต่การออกกำลังจะป้องกันการหดเกร็งของเส้นเลือด จึงเท่ากับป้องกันอาการปวดหัวไปในตัว

 2. คาเฟอีนช่วยได้


เวลาเริ่มปวดหัวถ้าได้จิบกาแฟสักถ้วย คุณจะรู้สึกสบายขึ้น นั่นเพราะคาเฟอีนมีสรรพคุณในการขยายหลอดเลือดที่กำลังหดตัวให้กลับคืนสภาพ เดิม พอเลือดในสมองไหลเวียนสะดวก ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัวธรรมดาหรือปวดเพราะไมเกรนก็สิ้นฤทธิ์

 3. นวดต้นคอคลายปวดหัว


กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมีผลกับอาการปวดหัว หลังจากนั่งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง คนทำงานทั้งหลายจึงต้องบริหารต้นคออย่างน้อย 10 นาที ด้วยการนั่งหลังตรง เอียงหัวไปทางซ้ายขวาจนรู้สึกตึงบริเวณหัวไหล่ หรือจะใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กดแรงๆ บริเวณบ่าให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายก็ได้

 4. แสงบนโต๊ะต้องเป๊ะ


ปรับแสงบนโต๊ะทำงานอย่าให้สว่างหรือมืดเกินไป แสงที่กระทบกับรูม่านตามีผลต่อหดหรือเกร็งของหลอดเลือด และในระหว่างวันเวิร์คกิ้งเกิร์ลทั้งหลาย ควรหาเวลานั่งหลับตาสัก 5 นาที เพื่อให้ประสาทตาได้พักผ่อนบ้าง

 5. คอมพิวเตอร์ต้องพอดี


ถ้าไม่อยากเกร็งต้นคอทั้งวันจนอาการปวดหัวถามหา อย่าลืมปรับความสูงของจอคอมพิวเตอร์ให้พอดีกับระดับสายตา และจัดความสูงของโต๊ะทำงานให้อยู่ในระดับหน้าอก คุณจะได้ไม่ต้องโน้มตัวตลอดเวลา จนปวดแนวกระดูกสันหลัง อีกหนึ่งตัวการปวดหัวเลยนะนั่น

 6. เลี่ยงผงชูรส


โมโนโซเดียมกลูตาเมต หรือที่เราเรียกว่าผงชูรส มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัว สาวๆ ที่ชอบกินขนมกรุบกรอบที่ใส่ผงชูรสเพียบ ถึงได้ปวดหัวบ่อยกว่าคนอื่นเขา

 7. อย่าให้น้ำตาลต่ำ


พยายามรักษาระดับน้ำตาลให้สมดุลเสมอ อาการปวดหัวจะมาแน่นอนถ้าหากคุณขาดน้ำตาล เช่น ไม่ทานอาหารเช้า ไอเดทมากเกินไป หรืองดคาร์โบไฮเดรต ถ้ามั่นใจว่าปวดหัวเพราะอาการน้ำตาลต่ำ การดื่มน้ำหวานแก้วโตๆ จะช่วยให้คุณดีขึ้นได้เร็วกว่ายาแก้ปวดเสียอีก

 8. ทานวิตามินบีเสริม


ผลการวิจัยบอกว่าวิตามินบีและโฟเลทจะช่วยลดอาการไมเกรนได้ เพราะวิตามินทั้งสองจะเข้าไปลดการอุดตันของหลอดเลือดในสมอง อาหารแต่ละมื้ออาจมีวิตามินบีกับโฟเลตไม่พอ การกินวิตามินเสริมจึงน่าจะเป็นคำตอบ

 9. ดื่มน้ำวันละ 6 แก้ว


แค่น้ำเปล่าวันละ 6-8 แก้ว ก็ลดโอกาสเสี่ยงในการปวดหัวไปได้เกือบครึ่ง เพราะน้ำสะอาดจะเข้าไปฟอกเลือด ช่วยให้โลหิตไหลเวียนเสมอ และปรับอุณหภูมิในร่างกาย จะได้ไม่เป็นไข้ตัวร้อนจนปวดหัว

 10. ถอยห่างแอลกอฮอล์


แอลกอฮอล์จะกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานหนัก จนเกิดภาวะขาดน้ำ และน้ำตาลในเลือดต่ำ ส่วนการเที่ยวกลางคืนก็ย่อมหมายถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ พอเอาทั้งสามมารวมกัน จึงไม่ต้องสงสัยที่ปาร์ตี้เกิร์ลจะปวดหัวหลังจากตื่นนอน



หลากวิธีบรรเทาอาการปวดหัวก่อนพึ่งยา


 http://dasisspa-paris.blogspot.fr/

ลดน้ำหนัก กฎเหล็กที่ควรรู้ หากอยากมีหุ่นสุดเป๊ะ

ไม่ว่าใครก็อยากมีหุ่นผอมเพรียวกัน ทั้งนั้นแหละ เพราะนอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกมั่นใจมากขึ้นแล้ว ยังบ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายที่ดีอีกด้วย อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะคิดอย่างนั้น แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีหุ่นอย่างที่ต้องการได้ เพราะมักใช้ชีวิตประจำวันแบบผิด ๆ โดยไม่รู้ตัว จนทำให้ลดน้ำหนักไม่ได้เสียที
          ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำเอาเคล็ดลับดี ๆ ในการควบคุมน้ำหนักอย่างเหมาะสมจากเว็บไซต์ Reader's Digest (rd.com) มาฝาก เพื่อให้การควบคุมน้ำหนักกลายเป็นเพียงเรื่องง่าย ๆ สำหรับคุณ ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ลองไปอ่านกันดูเลยค่ะ



กินผักผลไม้ให้หลากหลาย

          หลาย ๆ คนมักกินผลไม้แทนเนื้อสัตว์เพื่อลดน้ำหนัก และมักจะเลือกทานแต่ผักผลไม้ชนิดเดิม ๆ ที่ตัวเองชอบเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหรอกนะ เพียงแต่คุณควรเลือกทานผักผลไม้ให้หลากหลายขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นเอง เพราะผลวิจัยชี้ว่าผู้ที่กินผักผลไม้หลากหลายกว่า 12 ชนิดใน 1 สัปดาห์นั้น จะเสี่ยงต่อโรคอ้วนน้อยกว่าการทานผักชนิดเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาได้ รู้แบบนี้แล้วก็ลองหันมาทานผักผลไม้หลาย ๆ ชนิดเพื่อให้ได้รับสารอาหารมากขึ้น และจะได้ลองเมนูใหม่ ๆ ทุกวันไปในตัวด้วยนะคะ




ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          เข้าใจดีว่าคุณอาจไม่มีเวลามาออกกำลังกายได้ทุกวันหรอก เพราะไหนจะต้องตื่นเช้าไปทำงานแล้วยังต้องกลับมาเลี้ยงลูกทำงานบ้านอีก จนแทบจะไม่มีเวลาได้พักผ่อนทำอย่างอื่นบ้างเลย แต่ที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องจัดเวลาออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้นก็ สามารถออกกำลังกายได้เหมือนกันนะ ด้วยการทำผ่านกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวันเช่นเดินขึ้นบันไดแทนลิฟท์หรือเดินไปทำงานบ้างยังไงล่ะ อย่างไรก็ดีควรทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ต่อให้น้ำหนักไม่ลดลงก็ไม่ควรท้อจนเลิกไปซะเฉย ๆ เด็ดขาดนะคะ เพราะถึงน้ำหนักจะไม่ลด แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณได้เผาผลาญคอเลสเตอรอลไปบ้างล่ะน่า





พักผ่อนให้เพียงพอ

          ใครที่อยากมีหุ่นสุดเป๊ะแต่ชอบปาร์ตี้หนักหรือท่องโลกออ นไลน์จนดึกทุกวัน รู้ไว้เลยว่าคุณต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วล่ะ ซึ่งถ้าคุณอยากมีหุ่นเพอร์เฟคท์อย่างที่ต้องการแล้ว ก็ไม่ควรนอนดึกอีกต่อไป เพราะการที่คุณนอนไม่พอจะทำให้ฮอร์โมนที่ควบคุมเรื่องความอยากอาหารเสีย สมดุลและลดความสามารถในการเผาผลาญน้ำตาลลงไปอีก แบบนี้แล้วจะไม่ทำให้อ้วนได้ยังไงล่ะ

         อ่านจบแล้วก็อย่าลืมเอาเคล็ดลับดี ๆ ที่ได้อ่านวันนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันกันด้วยนะคะ รับรองเลยว่าจะทำให้รูปร่างและสุขภาพของคุณดีขึ้นไปพร้อม ๆ กันได้แน่นอน
  


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุก

 http://dasisspa-paris.blogspot.fr/

สุขภาพ ทำไมเราถึงควรดื่มน้ำมาก ๆ ทุกวัน

ตั้งแต่เด็ก ๆ เราก็คงเคยได้ยินคนพูดกันมาบ่อย ๆ ว่าให้ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ทุกวัน หรืออย่างน้อยให้ได้วันละ 8 แก้ว ไม่ว่าจะเป็นจากคนครอบครัว อาจารย์ หรือเพื่อน เราก็เลยทำตาม ๆ เขาไป แต่น้อยคนนักที่จะรู้จริง ๆ ว่าประโยชน์ของการดื่มน้ำคืออะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจึง รวบรวมประโยชน์ที่ได้จากการดื่มน้ำมาบอกคุณผู้ชายทั้งหลายให้ได้รู้ไปเลยว่า มันมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ซึ่งใครที่สนใจก็ลองไปดูเลยครับ


 1. ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย

          การดื่มน้ำมาก ๆ สามารถช่วยให้ระบบขับถ่ายของคุณทำงานได้ดีขึ้น และไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายในเพื่อป้องกันอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งยังช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้นอีกต่างหาก ดังนั้นการดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน จึงถือเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยเลยล่ะ



2. บรรเทาความเครียด
          เห็นแบบนี้การดื่มน้ำก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของความเครียดด้วยเหมือน กันนะ โดยการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมาสทริชต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่าผู้ป่วยไมเกรนและคนที่มีอาการปวดหัวอันเนื่องมาจากความเครียด หลังหันมาดื่มน้ำเฉลี่ย 7 แก้วต่อวันแล้ว ก็มีอาการดีขึ้นทันที ผิดกับคนที่ดื่มน้ำน้อยอย่างเห็นได้ชัด



3. เหมาะกับการลดน้ำหนัก

          หนุ่ม ๆ คนไหนอยากฟิตหุ่นให้หล่อเป๊ะมัดใจสาว ๆ ก็ควรดื่มน้ำให้มาก ๆ ด้วย เพราะมันช่วยกันคุณจากการกินจุบจิบได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ จากการที่เวลาคุณรู้สึกอิ่มน้ำแล้ว ก็จะไม่รู้สึกอยากทานพวกอาหารทานเล่นอีกต่อไป แต่จะเลือกทานเฉพาะมื้อหลัก ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายจริง ๆ เสียมากกว่า



4. ลดความเหนื่อยล้า
          เวลาที่ร่างกายขาดน้ำนั้น จะทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียตามไปด้วย แบบนี้แล้วก็คงทำให้ขาดความกระตือรือร้นจนหมดไฟในการทำงานเอาได้ง่าย ๆ เลยล่ะ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ตัวเองมีไฟทำงานได้ตลอดทั้งวัน ออ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณต้องดื่มเข้าไปทีเดียวครั้งละมาก ๆ หรอกนะ เพียงแค่ค่อย ๆ จิบทีละนิด แต่จิบบ่อย ๆ แทนยังไงล่ะ



 5. เพื่อสุขภาพผิวที่ดีขึ้น

          สำหรับใครที่อยากมีผิวเนียนใสเตะตาแลดูอ่อนวัยมากขึ้น ก็ไม่ต้องไปพึ่งครีมบำรุงที่ไหนให้เสียทั้งเงินทั้งเวลาหรอก แค่ดื่มน้ำมาก ๆ ก็พอแล้ว เพราะเซลล์ผิวของคุณต้องการน้ำมาหล่อเลี้ยงให้ผิวดูชุ่มชื่นเปล่งปลั่งมีน้ำ มีนวลมากขึ้น จะได้ไม่แตกระแหงจนเกิดริ้วรอยได้ ซึ่งการดื่มน้ำนั้นจะช่วยให้ผิวของคุณได้รับการบำรุงจากน้ำโดยตรงเลยทีเดียว



          อย่างไรก็ดี นอกจากที่กล่าวมานี้ น้ำยังถือเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มากเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มชนิดอื่นอีกด้วย เพราะไม่ทำให้อ้วนเหมือนเครื่องดื่มหวาน ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำตาลที่ช่วยในการปรุงแต่งรสยังไงล่ะ รู้แบบนี้แล้วก็หันมาดื่มน้ำกันให้มากขึ้นนะครับ



 เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุก

 http://dasisspa-paris.blogspot.fr/

ถั่วเหลือง สรรพคุณถั่วเหลือง สารพันคุณค่าจากถั่วเหลือง ธัญพืชเม็ดเล็กที่น่าลิ้มลอง

เมื่อพูดอาหารที่ให้คุณ ประโยชน์ต่อร่างกายของเราแล้ว นอกจากอาหารประเภทพืชผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ก็ยังมีธัญพืชต่าง ๆ ที่ให้คุณค่าทางสารอาหารแก่ร่างกายอีกด้วย ซึ่งใน วันนี้กระปุกดอทคอมขอหยิบยกเอาเรื่องประโยชน์ของธัญพืชเม็ดเล็ก ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง "ถั่วเหลือง" มาให้คุณได้พิสูจน์กันว่า ถั่วเหลืองมีประโยชน์อย่างที่ใคร ๆ เขาพูดกันจริงหรือเปล่า และช่วยให้สุขภาพของผู้ชายอย่างเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง
 

1. แหล่งของโปรตีน
 

            หากจะให้จัดลำดับความสำคัญของอาหารในกลุ่มโปรตีนแล้วล่ะก็ นับว่าถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ให้สารอาหารประเภทโปรตีนสูงที่สุดเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นถั่วเหลืองน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการโปรตีนให้กับร่าง กาย โดยสลับสับเปลี่ยนประเภทของอาหารจากเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว มารับประทานอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากถั่วเหลืองบ้าง เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ หรืออาหารที่ทำจากแป้งถั่วเหลือง เป็นต้น
 

2. ป้องกันโรคหัวใจ
 

            ถั่วเหลืองไม่ใช่แค่แหล่งสะสมของโปรตีนเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อีกด้วย นั่นเป็นเพราะในถั่วเหลืองมีใยอาหารที่ละลายน้ำได้ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งใยอาหารชนิดนี้จะเข้าไปลดระดับปริมาณไขมันที่ไม่ดีให้น้อยลง เช่น ไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจ ไม่เพียงเท่านั้นยังช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและโรคกระดูกพรุน อีกด้วย
 

3. ลดน้ำหนัก
 

            หากต้องการจะลดน้ำหนักหรือฟิตหุ่นให้เฟิร์มแล้วล่ะก็ การออกกำลังกายอย่างเดียวคงไม่พอแน่ ๆ เพราะหลังจากที่ออกกำลังเสร็จแล้ว ความหิวอาจจะทำให้คุณกินมากขึ้น ซึ่งคุณสามารถป้องกันอาการเหล่านั้นได้ด้วยการรับประทานถั่วเหลืองหรือ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองแทนอาหารประเภทอื่นที่จะเติมไขมันส่วนเกินเข้าสู่ ร่างกาย ทั้งนี้เป็นเพราะในถั่วเหลืองมีเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำประกอบอยู่ด้วย ซึ่งเส้นใยชนิดนี้ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ในสำไส้ และเกิดเป็นพลังงานที่ไม่รวมตัวกับไขมัน จึงทำให้คุณรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นนั่นเอง ใครที่ต้องการลดน้ำหนักสามารถนำสูตรนี้ไปใช้กันได้เลย
 

4. ลดความเสี่ยงการก่อตัวของมะเร็ง
 

            ในถั่วเหลืองมีส่วนประกอบที่จะช่วยป้องกันการก่อตัวของมะเร็งมากมาย ซึ่งสารที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งได้ก็คือ ไฟโตเอสโตรเจน โดยสารชนิดนี้จะเข้าไปช่วยชะลอการทำงานของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน สาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้แล้วถั่วเหลืองยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการก่อตัวของโรคมะเร็ง ชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น มะเร็งปอด มะเร็งในลำไส้ใหญ่ ฯลฯ
 

5. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
 

            หลาย ๆ คน อาจจะติดอยู่กับความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าถ้าอยากจะมีกระดูกและร่างกายที่แข็งแรงต้องดื่มนมวัวอย่างเดียวเท่า นั้น ซึ่งอันที่จริงนอกจากผลิตภัณฑ์จากนมวัวแล้ว นมถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผลิตจากถั่วเหลืองก็สามารถช่วยให้กระดูกของคุณแข็งแรงได้เช่นกัน เพราะในถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยระงับการสลายตัวของกระดูก อีกทั้งยังมีโปรตีนที่ช่วยให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมน้อยลงด้วย
 

6. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
 

            เหตุที่เราบอกว่าถั่วเหลืองสามารถเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้ นั่นเป็นเพราะว่าในถั่วเหลืองเป็นแหล่งสะสมของสารซาโปนิน ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ในการสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม คราวนี้คุณก็ไม่ต้องกลัวโรคภัยต่าง ๆ แล้วล่ะ 


            ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบรับประทานอาหารแบบใด หรือวางแผนจัดตารางอาหารสำหรับการลดน้ำหนักของคุณไว้อย่างไร ก็อย่าลืมเพิ่มถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของถั่วเหลืองเข้าไปด้วย นะ เพราะถั่วเหลืองนอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องมากขึ้นและเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วย โปรตีนแล้ว ยังมีสารอาหารสำคัญ ๆ อีกหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย และปกป้องตัวคุณจากสารพัดโรคร้ายอีกด้วย
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุก

 http://dasisspa-paris.blogspot.fr/