วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รักตัวเองต้องหมั่นดูแล วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์


สรรหาอาหารเพื่อสุขภาพ

เชื่อไหมคะว่านางแบบสาวรูปร่างดีอย่างคุณวุ้นเส้นมีงานอดิเรกคือการสรรหาของกินอร่อยๆ...แต่ของกินที่ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพค่ะ

วุ้นเป็นคนประเภท enjoy eating แต่ ก่อนจะรับประทานอาหารเก่งมาก แถมตามใจปากด้วย อยากกินอะไรก็จะชวนเพื่อนไปทันที ตอนนี้ก็ยังสนุกกับการรับประทานอยู่ แต่เปลี่ยนไปเป็นการสรรหาอาหารสุขภาพอร่อยๆแทน วุ้นชอบรับประทานเมนูข้าวกล้องค่ะ ยิ่งถ้าร้านไหนมีเมนูข้าวกล้องให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะอาหารจานเดียวที่รับประทานง่ายๆ อย่างข้าวกล้องผัดทะเล วุ้นจะชอบชวนเพื่อนไปรับประทานค่ะ

ปลูกผักสวนครัวรับประทาน

วิธี ดีที่สุดที่จะแน่ใจว่าได้บริโภคผักปลอดสารพิษจริง คือการปลูกผักสวนครัวรับประทานเองที่บ้าน และคุณวุ้นเส้นก็เป็นคนหนึ่งค่ะที่เลือกสุขภาพดีด้วยวิถีเรียบง่ายนี้

ที่ บ้านวุ้นจะกั้นพื้นที่ไว้ส่วนหนึ่งค่ะ เพื่อปลูกผักสวนครัวรับประทานเอง แม้จะเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่ และไม่ได้รับประทานผลผลิตบ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ได้รับประทานก็จะรู้สึกดีทุกครั้ง อย่างน้อยการรับประทานผักที่ปลูกเองเราก็จะภูมิใจ แถมยังสบายใจได้ว่าปลอดจากสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์ด้วย

ดูดีด้วยวิธีธรรมชาติ

ไม่ ว่าจะเป็นพิธีกร ถ่ายแบบ หรืองานแสดง ล้วนต้องมีการแต่งหน้าจัด และทำผมหลากหลายทรง คุณวุ้นเส้นมีเคล็ดลับในการดูแล บำรุงรักษาใบหน้าให้สวยใส และผมให้เงา สลวยอย่างไร

มี อยู่ช่วงหนึ่ง วุ้นผมร่วงเยอะมาก ปรากฏว่าเราแพ้สารเคมีในผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม แต่โชคดีที่วุ้นเป็นคนผมหนา ส่วนหนึ่งเพราะชอบรับประทานสาหร่ายทะเลมาตั้งแต่เด็ก จนถึงตอนนี้มีโอกาสเมื่อไรก็จะรับประทานค่ะ ส่วนผิวหน้า เคยสิวขึ้นเยอะมาก เพราะแต่งหน้าจัด และล้างหน้าไม่สะอาดพอ ตอนนี้พอกลับมาจากทำงาน จะรีบล้างหน้าทันที และล้างจนเราแน่ใจว่าสะอาด ก็ได้ผลนะคะ สิวไม่ขึ้นเหมือนเมื่อก่อน

สมดุลรูปร่างสวย + ดูดี

ผู้หญิงทุกคนต่างก็ปรารถนารูปร่างผอมเพรียว แต่สำหรับคุณวุ้นเส้นเธอเลือกรูปร่างสมส่วนแบบสาวสุขภาพดีดีกว่าค่ะ

วุ้น เคยลดความอ้วนจนผอมอย่างที่ต้องการ แต่ช่วงนั้นจำได้ว่าไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตเลย เพราะต้องจำกัดเรื่องการรับประทานอาหารมาก ทุกวันนี้วุ้นเลยเลือกที่จะดูแลตัวเองแบบทางสายกลางมากกว่า คือก็ยังรับประทานอาหารที่ตัวเองชอบได้ แต่มาใส่ใจเรื่องการเลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณไขมัน แคลอรี่ต่ำดีกว่า แม้ว่ารูปร่างจะไม่ผอมเพรียว แต่ก็ดูสมส่วนและสุขภาพดี

จิตผ่องใสด้วยการคิดบวก

คุณวุ้นเส้น นับเป็นดาราสาวที่พบเจอกับข่าวมากมาย เธอมีแนวคิดจัดการกับความเครียดเมื่อเกิดข่าวไม่ดีเกี่ยวกับตัวเธออย่างไร

ข่าว กับดารา วุ้นว่าเป็นของคู่กันนะ เวลามีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับตัวเรา ก็จะคิดว่าเรานิ่งๆไว้ เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป วุ้นเชื่อว่าชีวิตคนเรา เมื่อมีเรื่องไม่ดีที่มาทำให้เราไม่สบายใจ แล้วเราอดทนให้มันผ่านพ้นไป ต่อมาเรื่องดีๆก็จะเกิดขึ้นตามมาค่ะ

หมดข้อสงสัยแล้วใช่ไหมคะว่า ทำไมสาวหน้าใสคนนี้ถึงเป็นตัวแทนของสาวสุขภาพดีคุณเองก็สดใสอย่างคุณวุ้นเส้นได้ค่ะ...มาแสดงความรักกับตัวเอง ด้วยการหมั่นดูแลสุขภาพกันนะคะ^^

Star Tips
ช่วง นี้วุ้นจะชอบออกกำลังกายด้วยการเล่นแบดมินตัน วิ่ง หรือว่ายน้ำ ซึ่งพอออกกำลังกายเสร็จ นอกจากจะรู้สึกดีแล้ว ยังรู้สึกเหมือนหน้าอ่อนเยาว์ลงไปอีก 1 ปีเลยค่ะ




ที่มา: นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 274

สูตรเด็ดส่วนตัว นก-ชลิดา ทำไงให้สวยสมวัย กับ 5 สูตรส่วนตั๊ว ส่วนตัว


มีโอกาสได้พบอดีตนางสาวไทย นก-ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติภพ ซึ่งผันตัวเองมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารการกินเพื่อสุขภาพ

จาก งานนี้ เราได้สูตรเด็ดการดำเนินชีวิตที่เธอปรุงเอง เพื่อรักษารูปร่างกายใจให้ปึ๊งอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้วัยล่วงไป 30 กว่าแล้ว แถมยังผ่านความบอบช้ำ ไม่ว่าจะเคยติดกินยาลดความอ้วน คลอดลูกก่อนกำหนด และที่สำคัญ จิตใจอันหดหู่ แต่เธอก็ฟื้นขึ้นมาได้

วัยสาวกระหน่ำกินยาลดความอ้วน

นก-ชลิดา ยอมรับว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อนสมัยถ่ายแบบบ่อยๆ เธอต้องพึ่งยาลดความอ้วนค่ะ

เวลามีงานถ่ายปก สมัยก่อนไม่มีรีทัช(retouch)ช่วยเราได้มากเหมือนสมัยนี้ นกก็ต้องรีบลดน้ำหนัก ไม่ทันก็ใช้วิธีกินยาช่วยตัวเอง

ทว่าเป็นวิธีลัดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

วิธี ลัดนี้ส่งผลระยะยาวมากเลย เพราะเมื่อเราหยุดยา น้ำหนักจะขึ้นมาทันที คือ ช่วงกินยา เราจะไม่อยากอาหาร มันเหมือนเป็นการกดความรู้สึกไว้ แต่พอไม่มียาตัวนี้ปั๊บ ความอยากกินมันจะเยอะมาก นกจะกินเยอะมาก และอ้วนอีก อ้วนอีกทำไง ก็ต้องกลับไปกินอีก ช่วงนั้นนกรู้สึกสุขภาพไม่ดีเลย ไม่สดชื่น ถ้าไม่แต่งหน้าทำผม เหมือนผีเลยค่ะ

เธอกินยาลดความอ้วนถึง 3 ปีอย่างต่อเนื่อง จึงไปหาหมอ

คุณหมอบอกว่า ความแรงของยาในตัวอยู่ในระดับ 6 ถ้าขืนกินยาต่อไป จะส่งผลร้ายตามมาได้
เธอไม่รอให้ผลร้ายตามมามากกว่านี้อีกแล้ว เพราะแค่นี้ก็เล็บเปราะ ผมร่วง สุดเครียดแล้ว จึงตัดสินใจเลิกยาลดความอ้วนอย่างเด็ดขาด

ภาวะหลังคลอดลูก บวกคนพะเน้าพะนอ

คง จำข่าวเศร้า นก-ชลิดา สูญเสียลูกน้อยหลังจากเฝ้าฟูมฟักในครรภ์มานานถึง 6 เดือนได้นะคะ หลังจากคลอดลูกก่อนกำหนดครั้งนั้น กว่าเธอจะลดน้ำหนักลงได้ต้องใช้เวลาอีก 6 เดือน

จากประสบการณ์ช่วง 6 เดือนหลังคลอด ทำยังไงมันก็ไม่ลง ระดับฮอร์โมน(hormone)เป็น อะไรที่ไม่ปกติช่วงนั้น แต่ไม่ท้อใจนะคะ ถึงช่วง 6 เดือนนั้นน้ำหนักไม่ลง แต่ก็ไม่ขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ เราก็ดีใจ และพอหลัง 6 เดือนไปแล้ว น้ำหนักก็เริ่มลดลงสู่สภาพปกติ

เธอ ฝากบอกคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายว่า จริงๆ แล้วช่วงหลังคลอดใหม่ๆ ควรฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ที่ให้นมลูกด้วยตัวเอง ดังนั้นอย่าลดอาหาร แต่จงเน้นกินปลา งดกินไขมันไร้ประโยชน์ไปเลย

อีก อย่างคือ ลดตอนอายุ 20 กว่ากับ 30 กว่ามันต่างกัน ช่วงอายุ 30 กว่ามันต้องใช้ความพยายามอุตสาหะมากเลยค่ะ ต้องใช้แรงกายแรงใจที่เข้มแข็งมากกว่าเดิมถึง 3-4 เท่าถ้าเทียบกับเมื่อก่อนตอนอายุ 20 กว่า นกไม่โทษเรื่องการเผาผลาญอย่างเดียวหรอกค่ะ

นก รู้ตัวเองว่า พออายุมากก็มีคนบริการเรามากขึ้น เลยไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวอะไรสักเท่าไร ตอนทำงานส่วนมากก็นั่งอยู่หน้าคอมพ์ เดี๋ยวสักพักน้องๆ 'น้ำมั้ยพี่' 'ชามั้ยพี่' ไม่ค่อยลุกไปทำอะไรเอง

ความที่มีอาชีพ ไม่ออกหน้าจอทีวี ก็ออกงานสังคม เธอจึงไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วนนานหรอก

ค่ะ ด้วยอาชีพและพอมีคนทัก 'ทำไมอ้วนจัง' ก็เลยมีความมุ่งมั่นมากว่า ต้องควบคุมน้ำหนักให้ได้

เอาล่ะค่ะ นก-ชลิดา ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ตลอดจนมีเคล็ดลับไม่อ้วนไม่แก่อย่างไรบ้าง

สูตร 1 เคลื่อนไหวตลอดเวลาทำงาน

เวลา นั่งทำงานหน้าคอมพ์ นกจะไม่นั่งเฉยๆ แต่จะเขย่าขาเพื่อสร้างการเผาผลาญไปด้วย หรือเวลาคุยโทรศัพท์ก็จะเดินคุยไปมา ไม่นั่งอยู่กับที่ เวลามีคนมาบริการจะเอาของกินมาให้ นกก็บอกไม่เป็นไร จะหาเรื่องเดินไปเดินมาทั้งวัน

สูตร 2 ออกกำลังกายหลากรูปแบบ

นกเลือกพวกคาร์ดิโอ (Cardioการ ออกกำลังกายที่มีส่วนช่วยเรื่องการเผาผลาญ ลดไขมัน บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ-ระบบไหลเวียนโลหิต-ระบบหายใจ อย่าง การวิ่ง การเต้นแอโรบิค) 3 ครั้ง สลับกับโยคะ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ตอนแรกคาร์ดิโออย่างเดียว ทีนี้มันหิว เล่นเสร็จกินเยอะเลย บอกตัวเองว่าก็ออกกำลังมาแล้วนี่ จึงต้องสลับกับกีฬานิ่งๆ อย่างโยคะ เป็นวิธีช่วยสยบข้ออ้างความอยากอาหารของตัวเองลง

ลำพังไปฟิตเนสทุกวันก็ใช่ที่ หลังๆ เธอจูงน้องหมาเดินเร็วรอบหมู่บ้านทุกเช้าเลยค่ะ

นกไปเดินกับสุนัข เค้าจะเดินเร็วมาก นกต้องสปีด(speed)ตามสุนัข แล้วก็เดินรอบหมู่บ้าน เดินไปใส่ไอพอด(Ipod)ไป ตกประมาณวันละ 16 เพลง ไม่รู้กี่กิโลฯ แต่สุนัขก็เหนื่อยคนก็เหนื่อย

ช่วงแรกเดินได้แค่ 3 เพลง อีกสัปดาห์ต่อมาได้ 7 เพลง คือ นกตั้งเป้าเลยว่าทุกวันที่ออกมาเดินต้องให้ได้มากกว่าเมื่อวานอีก 1 เพลง

สูตร 3 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค

น้ำหนักลด แต่ถ้ากลับไปสู่พฤติกรรมการบริโภคเดิมๆ ก็จะอ้วนอีก เพราะฉะนั้นไดเอท(diet)ที่ ถูกต้อง คือ เลือกทาน ต้องดูว่ามีครบทุกหมวดหมู่ และต้องเป็นโปรตีนชนิดดีมีไขมันต่ำ ซื้อเนื้อหมูสันในมาเลย หรืออย่างตอนหั่นหมูเตรียมทำอาหาร อะไรที่ขาวๆ อย่าเสียดาย เฉือนมันทิ้งเลย

อาหารยิ่งสดยิ่งดี ดีที่สุดควรเป็นออแกนิก (Organic food) ทุก วันนี้สารพิษตกค้างกันมาเยอะมาก แม้กระทั่งผักที่เรียกว่าปลอดสารพิษ ปลอดแค่ 3 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว แนะนำให้กินสลับกับผักพวกไฮโดรโปนิก(Hydroponic)ก็ ดี แต่ต้องล้างให้สะอาด ปลอดสารพิษที่สุด อาหารก็ผ่านการปรุงแต่งให้น้อยที่สุด เพราะยิ่งปรุงมาก คุณค่าของมันยิ่งด้อยลงไป บางคนบอกกินจับฉ่ายแล้ว โอเคแล้ว จริงๆ ไม่ใช่นะคะ ถ้าผักถูกต้มจนเปื่อยขนาดนั้นแล้ว วิตามินมันก็หายไปหมด กินดิบได้กินเลย แต่ถ้ากินไม่ลง เอาไปลวกหน่อยก็ได้ ผัดผักก็ได้ แต่ควรใช้น้ำมันมะกอก ซึ่งช่วยให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์ด้วย

ดื่ม น้ำเยอะๆ และหลีกเลี่ยงสารเคมีทุกชนิด แม้แต่ยาแก้ปวดต่างๆ เพราะมันก็คือ สารเคมี สารเคมีพวกนี้ขับได้ก็รอดไป แต่ถ้าขับไม่ได้ มันก็สะสมในร่างกาย ไม่ดีต่อสุขภาพเรา

พอถึงวัยหนึ่ง อาหารเสริมสำหรับผู้หญิงก็สำคัญนะคะ พวกวิตามินซี แคลเซียม ฯลฯ

สูตร 4 นอนเช้าตื่นเช้า

ทาง ที่ดีคือ นอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า น้ำหนักจะลดได้ง่ายลง และจะมีพลังมากมาย ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ทำให้ไม่หิวเร็วด้วย แต่ถ้านอนดึกเที่ยงคืนตี 1 ตี 2 แล้วตื่น 9 โมงเช้า สังเกตสิคะ ระดับพลังงานจะต่างกัน หิวมากกินเก่ง แต่ถ้านอนเช้าตื่นเช้า นอกจากพลังเต็มที่ ยังไม่หิวเร็วด้วย

นอนได้เฉลี่ย 7-8 หรือ 9-10 ชั่วโมง คอนเฟิร์ม(confirm)เลยค่ะว่า จะอ่อนเยาว์ ถ้าต่ำกว่า 6 ชั่วโมงไม่พอแน่นอน และพอเวลาผ่านไปร่างกายจะทรุดโทรม ผิวพรรณเสื่อม

สูตร 5 ตั้งเป้าหมาย จริงจัง

นก โชคดีที่อาชีพบังคับ ทำให้ทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจได้ มีคนเคยมาถามทำไง นกก็บอกแค่พี่คิดก็เป็นเริ่มต้นที่ดีแล้ว คิดให้ลึกกว่านี้ แล้วลองทำดู อาจใช้วิธีจดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากทำ และจริงจังทำ ซื่อสัตย์กับตัวเอง

คนเราต้องมีจุดมุ่งหมายอะไรสักอย่าง ถ้าไม่เชิงว่าอยากสวย ก็ต้องอยากสุขภาพดีใช่มั้ยคะ

คำถามที่เธอทิ้งไว้... ขึ้นอยู่กับท่านผู้อ่านสาวๆ หาคำตอบเองแล้วล่ะค่ะ

ถ้าปรารถนามีสุขภาพดี พร้อมสวยสมส่วนสมวัย อย่างนก-ชลิดา ลองนำ 5 สูตรเด็ดส่วนตั๊วส่วนตัวของเธอไปลองปรับใช้กับตัวคุณเองนะคะ



ที่มา: หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ

เผย 5 เคล็ด(ไม่)ลับ เลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ


ช่วยให้สุขภาพดี ต้านอนุมูลอิสระ ห่างโรค

ปัจจุบัน การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน โดยเลือกผักและผลไม้ที่มีสีต่างๆกัน ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารแลพไฟโตเคมิคัลที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออก ซิแดนท์ เช่น ไลโคฟีนในมะเขือเทศ แคโรทีนอยด์ในแครอท และคลอโรฟิลด์ในผักใบเขียว สารออกซิแดนท์เป็นสาเหตุของการแก่ก่อนวัยและการเกิดโรคภัยต่างๆ ความนิยมบริโภคถั่วเหลือง แหล่งโปรตีนจากพืชซึ่งปลอดภัยมากกว่าโปรตีนจากสัตว์ และการบริโภคน้ำมันพืชมีกรดไขมันจำเป็น พบมากในน้ำมันมะกอก รำข้าว ทานตะวัน และน้ำมันงา โดยเฉพาะการได้รับวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบันน้ำมันพืชเข้ามามีบทบาทต่อผู้รักสุขภาพอย่างขาดไม่ได้


เคล็ดไม่ลับ 5 วิธีการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ


การ รู้จักเลือกรับประทานอาหารไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสุขภาพเท่านั้น หากยังเอื้อต่อความสวยความงามอีกด้วย ความจริงการเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ สุขภาพดีได้ เพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่างกายและลักษณะการ ดำเนินชีวิต วันนี้จึงขอเสนอเรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุทั้ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่คุณจะลองทำตาม


วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน และเป็นวัยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งมีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมถึงข้าวและแป้งมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยผักผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ตามมาเป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ปลาเป็นอาหารสมองที่ช่วยรักษาผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ผักสีเขียวอย่างผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงสายตา สร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ผักผลไม้สีเหลืองอย่างกล้วยหอมก็ถือเป็นผลไม้คลายเครียดชนิดหนึ่ง


วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 อายุขึ้นเลข 3 หลายคนเริ่มตกใจกลัว แต่การรู้จักเลือกรับประทานจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรูปร่าง หน้าตาได้เลย ในช่วงเริ่มวัยผู้ใหญ่ความต้องการพลังงานยังคงอยู่ เพราะเป็นช่วงชีวิตของการทำงาน แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและโคเลสเตอรอลที่จะส่งผลกระทบ กับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม เป็นต้น จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่คุณสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอล เช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต พวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และมีโปรตีนสูงเพื่อให้พลังงานแทนสัตว์ใหญ่ได้อีก อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้


วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 วัยทองถูกเรียกแทนวัย 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายวัยนี้ก็จะเริ่มมีโรคต่างๆที่ไม่เคยออกอาการ ซึ่งเรียกกันว่าเป็น วิถีทางธรรมชาติแต่ ทั้งนี้การชะลอวัยหรือป้องกันโรคต่างๆที่มากับวัยไม่ได้ยุ่งยากเกินกว่าที่ เราจะทำได้ สำหรับช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้รับจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีจากอาหารที่หารับประทานได้ง่าย เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป ส่วนอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น แต่ไม่ควรลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวเร่งความแก่ให้เร็วขึ้น เช่น อาหารไขมันสูงประเภททอดกรอบหรือผัดน้ำมันมากๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มกาเฟอีนทั้งหลาย


วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 การก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 เป็นต้นไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัยนี้คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มี ประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าไหร่ แต่ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน ที่สำคัญคือเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย


วัย นี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุนอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสูงอยู่ในนม โยเกิร์ตชนิดครีม เนยแข็ง หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย พวกผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบรอกโคลี จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง การแก้ไขภาวะขาดน้ำอาจให้ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย น้ำใบเตย นอกเหนือจากน้ำเปล่า เพราะช่วยบรรเทาโรคบางอย่างและให้ประโยชน์กว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มี กาเฟอีน


สิ่ง สำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใดควรดูแลเรื่องการกินอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่ก็ตาม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองมีโรคหรือมีปัญหาสุขภาพแล้ว เท่านั้น นอกจากนี้การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ด้านระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักตัว และลดความเครียดของร่างกายได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

พุงโตเป็นเครื่องแสดงใกล้โรคเบาหวาน ปัจจัยเสี่ยงสำหรับผู้หญิง


การศึกษาค้นคว้าทางแพทย์ครั้งใหม่ พบว่า ยิ่งพุงของเราโตขึ้นมากเท่าไหร่ เป็นเครื่องแสดงให้รู้ว่ายิ่งอยู่ใกล้โรคเบาหวานแบบที่ 2 มากเข้าไปแค่นั้น

การศึกษาทำเพื่อหาความสัมพันธ์ของขนาดรอบพุง ดัชนีมวลกาย และโรคเบาหวานดัชนีมวลกาย เป็นสูตรคำนวณความอ้วนตามหลักสากลนิยม ใช้น้ำหนักตัว คิดเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงคิดเป็นเมตร ยกกำลังสอง ผลลัพธ์ (เกิน 30 ถือว่า อ้วน) น้อยกว่านั้น (18.5-23 ถือว่า ปกติ) (ต่ำกว่า 20 ถือว่า ผอม)

นักวิจัยคลอเดีย แลงเกนเบิร์ก แห่งสถาบันเมทาโบลิกวิทยา โรงพยาบาลแอดเดนบรู๊ค ที่แคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษกล่าวแจ้งว่า ผลการศึกษาทำให้รู้ว่า ดัชนีมวลกายสัมพันธ์กับความเสี่ยงกับโรคอย่างเป็นเอกเทศ ขนาดของพุงจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกับโรคใหญ่ที่สุดของผู้หญิง ยิ่งกว่าผู้ชาย

ดังนั้น ผู้ที่รู้ตัวว่าน้ำหนักเกิน ควรจะหมั่นตรวจวัดขนาดรอบพุง เพื่อป้องกันโรคเบาหวานเอาไว้เสมอ จะได้ระวังตัวไว้ว่าควรจะเริ่มปรับเปลี่ยนนิสัยการกินการอยู่เสียใหม่เมื่อ ใด

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรั

อย่าปล่อยลูกนั่งเฝ้าจอทีวีนานไปโรคเบาหวาน-หัวใจอาจถามหา


ได้เวลาเตือนบุตรหลานให้ละสายตาจาก หน้าจอคอมพ์-ทีวีได้แล้ว เพราะการนั่งจับเจ่าหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ขยับก้นไปไหนทั้งวันอาจ ส่งผลให้โรคเบาหวานหัวใจถามหาได้

ดร.เอริก ซิกแมน นักจิตวิทยาผู้ศึกษาพฤติกรรมเด็กติดจอครั้งนี้ซึ่ง จะนำเสนอผลงานวิจัยที่วิทยาลัยสุขภาพเด็กและกุมารเวชศาสตร์ในเมืองกลาสโกว์ ในไม่ช้า กล่าวว่า พ่อแม่ควรควบคุมเวลาการดูทีวีหรือเล่นเกมของลูกอย่างเคร่งครัด จากสถิติชี้ว่า เด็กใช้งานอุปกรณ์ที่มีจอภาพเฉลี่ย 5 เครื่องต่อคนและจะเปิดใช้งานในเวลาเดียวกันมากกว่า 1 เครื่องอาทิ การเล่นโทรศัพท์ไปขณะดูทีวี

ซิกแมนกล่าวอีกว่า การนั่งแช่หน้าจอติดต่อกันหลายชั่วโมงอาจส่งผลให้เป็นโรคหัวใจและเบาหวาน ชนิดที่ 2 ซึ่งต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเท่านั้น ซ้ำร้ายกว่านั้นยังส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก เขาเผยต่อสำนักข่าวบีบีซีว่า "การติดเกมอาจมีความสัมพันธ์กับวงจรในสมองซึ่งก่อให้เกิดความปีติจนเสพติด" ทั้งยังเสริมว่า พ่อแม่ที่มีลูกอายุต่ำกว่า 3 ปียังไม่ควรหัดให้ลูกดูทีวี ส่วนเด็ก 3-7 ปีควรดูไม่เกินวันละ 1.30 ชั่วโมง ขณะเด็กอายุ 7-18 ปีดูได้อย่างมาก 2 ชั่วโมงต่อวัน

ไดแอน แอ็บบอต รัฐมนตรีสาธารณสุขเงาของอังกฤษ ระบุว่า "ภายในปี 2568 ผู้ชายเกือบครึ่งรวมถึงผู้หญิง 1 ใน 3 จะประสบปัญหาโรคอ้วน ดังนั้นเราควรเริ่มรณรงค์ให้บรรดาพ่อแม่เข้มงวดกวดขันพฤติกรรมลูกที่เอาแต่ เฝ้าหน้าจอตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

กรมอนามัยอังกฤษประกาศว่า "ถึงเวลาแล้วที่ควรชักจูงให้เด็กๆ หันมาออกกำลังกาย" และว่า "เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีควรหลีกเลี่ยงการนั่งอยู่กับที่นานๆ" ขณะเดียวกันแพทย์อังกฤษก็ได้ออกแบบตารางการเจริญเติบโตของเด็กขึ้นมาใหม่ที่ ง่ายต่อการใช้งาน เพื่อให้พยาบาลประจำโรงเรียนใช้เปรียบเทียบความสมดุลของอายุกับน้ำหนักและ ส่วนสูง และช่วยจำแนกเด็กที่มีปัญหาน้ำหนักเกินมาตรฐาน


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ทางเลือกกับการ"ลดความอ้วน"


การกินอิ่มเกินพอดีอยู่เรื่อยๆจะ นำไปสู่ภาวะโรคอ้วน ที่จะมีผลต่อสุขภาพการระบบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สิ่งเหล่านี้นี่เองที่จะก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นโรคอ้วนยังส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งทางเดินอาหาร ระบบกล้ามเนื้อ และข้อต่อของร่างกาย เช่น ข้อกระดูกสันหลัง และข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น ทำให้หลายคนเสาะแสวงหาสารพันวิธีมากำจัดเจ้าน้ำหนักส่วนเกินนี้ออกไปจาก ชีวิต

วิธีสำหรับคนอยากลดน้ำหนัก
โรคอ้วนเกิดจากการผสมสานของกรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อม และพฤติกรรม สิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ทำให้คนเราใช้พลังงานน้อยลง และเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่รับประทานไปใช้ไม่หมด เกิดเหลือสะสมเพิ่มน้ำหนักตัว โดยหลักทั่วไป ถ้ารับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการก็จะมีส่วนเกินสะสมทำให้ น้ำหนักไม่เพิ่มมากขึ้น และควบคุมปริมาณแคลอรีในอาหาร โดยเน้นรับประทานอาหารที่มีแคลอรีน้อยลง เช่น พืช ผัก รวมถึงหลักเหลี่ยงอาหารที่ผ่านการทอด

การควบคุมน้ำหนักอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน คือ การฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหาร จากผลการศึกษาพบว่า กระเพาะอาหารของคนอ้วนมีความจุมากกว่าคนที่ไม่อ้วน และเมื่อพยายามควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักตัวได้ระยะหนึ่ง ความจุของกระเพาะอาหารมักจะลดลงตามไปด้วย มีผู้พยายามศึกษาความจุกระเพาะอาหารของมนุษย์ โดยใช้วิธต่างๆมากมาย จนถึงวิธีทันสมัยโดยการใช้เอกซ์เรย์ ทำให้สามารถคำนวณปริมาตรของกระเพาะอาหารได้ จากการศึกษาต่างๆพบว่า ความจุของกระเพาะอาหารของมนุษย์มีค่าแตกต่างกัน ตั้งแต่ 800 ซีซี ไปจนถึงประมาณ 4,000ซีซี หรือตั้งแต่ประมาณ 1 ลิตรจนถึง 4 ลิตร

ด้วยกลไกตามธรรมชาติของร่างกายข้างต้น จึงเป็นที่มาของการฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหาร เพื่อให้เรากินได้น้อยลง แต่รู้สึกอิ่ม ซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นกับเราๆท่านๆ แล้วโดยไม่รู้ตัว เช่น ขณะเริ่มรับประทานอาหารแล้วเผอิญมีโทรศัพท์ดังขึ้น หรือมีแขกมาหาคุยธุระอยู่นานหลายสิบนาที พอพูดคุยธุระเสร็จ เราอาจไม่รู้สึกหิว หรืออาจไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารอีกต่อไปก็ได้ เนื่องจากในขณะที่เราพูดคุยธุระอยู่นั้น สัญญาณจากทางเดินอาหารได้เชื่อมโยงกับศูนย์หิว-อิ่มในสมองเรียบร้อยแล้ว ทำให้เรารู้สึกอิ่มโดยกินอาหารเข้าไปเพียงนิดเดียว
หรือตัวอย่างในเด็กน้อยบางคน กินขนมเพียงซองเล็กๆ ซึ่งไม่น่าจะอิ่มน้องเลย แต่พอถึงมื้ออาหารจริงอาจจะโยเยไม่หิว ไม่อยากกินอาหารมื้อหลัก จนพ่อแม่มักจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่า พยายามอย่าให้เด็กกินขนมก่อนใกล้เวลามื้ออาหาร อย่างน้อยครึ่ง หรือหนึ่งชั่วโมงเป็นต้น

นอกจากนี้การเคี้ยวอาหารช้าๆให้ละเอียด นอกจากจะช่วยทำให้กระเพาะอาหารทำงานน้อยลงแล้ว การเคี้ยวอาหารช้าๆจะทำให้รับประทานอาหารได้ปริมาณน้อยลง และทางเดินอาหารมีเวลาที่จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้รู้สึกอิ่มและไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารอีกต่อไปได้เช่นกัน ผู้ป่วยหลายรายที่ฝึกรับประทานอาหารโดยใช้เวลาเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น ร่วมกับการลดปริมาณอาหารต่อมื้อ เพื่อฝึกกระเพาะอาหารให้มีปริมาตรลดลง และช่วยการสร้างน้ำย่อยซึ่งกระตุ้นให้อยากอาหารน้อยลง


ผู้ป่วยเหล่านี้มักเล่าให้แพทย์ฟังว่าหลังจากการฝึกเช่นนี้อย่างต่อ เนื่อง ประมาณ 2 สัปดาห์ จะรู้สึกชินกับการรับประทานอาหาร ปริมาณน้อยๆ ไม่รับประทานดุ้ดือดเท่าแต่ก่อน และทำให้สามารถลดน้ำหนักได้ 3 กิโลกรัมต่อเดือน แถมยังมีความสุขที่ยังคงรับประทานอาหารหลายอย่างที่ชอบได้ (แต่จะไม่กินจนอิ่ม เพราะต้องการควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหารไว้ไม่ให้ขยายจนเกินไป) นอกจากน้ำหนักตัวจะลดลงแล้ว ยังมีความสุขที่สามารถลดยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ที่เกิดจากความอ้วนได้อีกด้วย ผลตรวจเลือดต่างๆก็ดี ขึ้นตามน้ำหนักตัวที่หายไป

หลักการฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหารให้เล็กลง ประกอบด้วย

1.ลดปริมาณอาหารที่กินแต่ละมื้อให้น้อยลง
2.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูง โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านการทอด
3.เคี้ยวอาหารแต่ละคำให้ช้า และเคี้ยวให้ละเอียด

แม้ว่าการฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหารอาจไม่ได้ผลดีเท่ากับการผ่าตัด เพื่อลดขนาดกระเพาะอาหาร หรือการผ่าตัดใส่บอลลูนเข้าไปภายในกระเพาะอาหารเพื่อขัดขวางพื้นที่ ของกระเพาะอาหารไม่ให้บรรจุอาหารได้มากดังเดิม แต่ก็เป็นวิธีที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพึ่งมีดหมอในการทำผ่าตัด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือ เราสามารถเลือกลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยความภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเราเอง


ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ภาวะใกล้เป็นเบาหวาน


เบาหวานเป็นต้นเหตุของอาการไม่ แข็งตัว อาการแข็งตัวไม่นานพออาการของดื้อยาต่อยาเฉพาะกิจที่ดังทะลุฟ้าทั้งหลาย ชายที่เคยตอบสนองต่อยาได้ดี 2-3ปีก่อนแล้วต่อมากินยาทีไรก็รู้สึกเหมือนกินแป้งทุกที ต้องเรียนรู้อาการใกล้เบาหวานจะได้แก้ไขปรับปรุงฟื้นฟูให้แข็งแรงได้ถูกวิธี ภาวะใกล้เป็นเบาหวานหรือเบาหวานแอบแฝง คือภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงระดับที่เป็นเบาหวาน แต่ผู้ที่อยู่ในภาวะใกล้เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานสูง จากงานวิจัยพบว่า 11%ของคนที่มีภาวะใกล้เป็นเบาหวานจะกลายเป็นเบาหวานได้ในเวลาภายใน 3ปี นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดและเสี่ยงที่จะเสีย ชีวิตในเวลาภายใน 3ปี นำโดยอาการไม่ตอบสนองต่อยาเฉพาะกิจ


เกณฑ์ในการตัดสินว่าค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ใช้ในการวินิจฉัยว่าอยู่ใน ภาวะใกล้เป็นเบาหวานหรือเบาหวานแฝงมี 2วิธีดังนี้ วิธีที่ 1คือให้งดอาหาร 8ชั่วโมงก่อนเจาะเลือดตรวจโดยพิจารณาจากค่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร ทางปาก (FBS หรือ FBG) เป็นเวลา 8ชั่วโมงมีค่าน้ำตาลในเลือดอยู่ในช่วง 100-125 mg/dl ซึ่งเรียกว่าระดับภาวะใกล้เป็นเบาหวาน (Impair fasting glucose) ถ้าเกินก็จัดว่าเป็นเบาหวาน วิธีที่ 2เกณฑ์ที่ใช้วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานโดยตรวจเลือดหลังกินน้ำตาล 75กรัม 2ชั่วโมง หากค่าอยู่ระหว่าง 140-199หน่วย จัดว่าค่าผิดปกติ จัดเป็นภาวะใกล้เป็นเบาหวานแล้ว ถ้าได้ค่าเกิน 199หน่วยก็เรียกได้ว่าเป็นเบาหวานแล้วไม่ใช่ภาวะเสี่ยง สองแบบนี้มีคุณค่าและความน่าเชื่อถือได้พอ ๆ กัน ซึ่งวงการแพทย์เบาหวานได้ตกลงเรียกว่า ภาวะใกล้เป็นเบาหวาน เพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานแล้วจะเลยไม่รักษาจะเป็นอันตราย


ดังนั้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนที่ใกล้เป็นเบาหวาน สามารถป้องกันการเป็นเบาหวานได้จากงานวิจัยของฟินแลนด์พบว่าการลดน้ำหนักให้ ได้ 5%ลดการบริโภคไขมันเหลือไม่เกิน 30%ของแคลอรีรวม ลดไขมันอิ่มตัวให้เหลือไม่ถึง 10%ของแคลเซียม เพิ่มการบริโภค ผัก ธัญพืชให้มากกว่า 15กรัมต่อ 1,000แคลอรี และออกกำลังกายให้ได้มากกว่า 150นาทีต่อสัปดาห์ เหล่านี้จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานลงได้ถึง 58%


อย่างไรก็ดี ในคนที่มีระดับน้ำตาลปกติก็ไม่ควรนิ่งนอนใจเผลอรับประทานอาหารโดยไม่ได้ กังวลถึงค่าระดับน้ำตาลในเลือด เพราะคิดว่าอยู่เกณฑ์ปกติในความเป็นจริงแล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ทำให้ เป็นเบาหวานได้ อาทิ ความอ้วน การขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ความเครียด การมีอายุมากขึ้นความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากกว่า 40ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นโรคของตับอ่อน การได้รับยาบางชนิด การมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานเป็นต้น หากใครอยู่ในปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวก็คงจะมีวินัยและเคร่งครัดในเรื่องการ บริโภคอาหาร รวมไปถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้จะมีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ แต่ถ้าหากขาดการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องคุณก็เป็นอีกคนที่มีโอกาสเป็นเบาหวาน ได้เสมอ ภาวะใกล้เบาหวานถ้ารู้ล่วงหน้าได้ฟื้นฟูรักษาใกล้ชิด การแข็งตัวของอวัยวะเพศก็จะกลับคืนสู่สภาพแข็งแรงน่าพอใจจนเกินพอใจ คุ้มที่จะอดทนรักษ

 
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของน้ำมันปลา (Fish Oil)


ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้

น้ำมัน ปลา เป็นน้ำมันที่สกัดจากส่วนของเนื้อ หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึกโดยเฉพาะปลาในเขตหนาว ในน้ำมันปลามีกรดไขมันหลายชนิด แต่ที่สำคัญและมีการนำมาใช้ทางการแพทย์ คือ กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 และกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ที่สำคัญ 2 ชนิด คือ กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก EPA (Eicosapentaenoic acid) และกรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก DHA (Docosahexaenoic acid) ซึ่ง เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น สำหรับกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีผลในการลดไขมันในเลือด พบมากในน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

ใน ปี ค.. 1976 ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าชาวเอสกิโม ซึ่งอาหารหลักในชีวิตประจำวันคือ ปลา มีอุบัติการณ์เกิดเส้นเลือดอุดตันต่ำมาก รวมทั้งพบว่ามีระดับไขมันในเลือดต่ำ การเกาะกันของเกล็ดเลือดน้อยกว่าชาวเดนมาร์กซึ่งอาหารหลักคือเนื้อสัตว์และ ผลิตภัณฑ์นม และสี่ปีต่อมาในปีค.. 1980 ผลการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นพบว่าชาวบ้านในหมู่บ้านประมงซึ่งรับประทานปลาเป็น อาหารหลักก็มีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจต่ำกว่าทั่วไป การเกาะกันของเกล็ดเลือดและความหนืดของเลือดต่ำกว่าชาวญี่ปุ่นในหมู่บ้านที่ เลี้ยงสัตว์ อาหารประจำวันของผู้ที่อาศัยในหมู่บ้านประมงเป็นอาหารทะเลมากกว่าในหมู่บ้าน ที่เลี้ยงสัตว์กว่า 2 เท่า และยังพบว่าในอาหารทะเลมีกรดไขมันชนิด EPA ในปริมาณสูง

คณะ ผู้วิจัยได้สกัดกรดไอโคซาเพนตาอีโนอิกออกจากน้ำมันปลาซาร์ดีน บรรจุในแคปซูลให้อาสาสมัครรับประทาน วันละ 1.4 กรัม พบว่าความหนืดของเลือดของอาสาสมัครลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนหลังจากรับประทาน ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เกิดข้อสรุปว่าอาหารทะเลช่วยลดความหนืดของเลือดซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการ ป้องกันหรือรักษาภาวะเส้นเลือดอุดตัน นับตั้งแต่ปีค.. 1983 เป็นต้นมา น้ำมันปลาก็เริ่มเป็นที่สนใจรู้จักกันทั่วไป แต่ในเวลานั้นผลการศึกษาวิจัยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสรุปประสิทธิภาพของน้ำมัน ปลาในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างแน่นอน เพราะการศึกษาไม่ได้ทำในวงกว้างขวาง จนกระทั่งสิบกว่าปีผ่านไปพร้อมกับรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาเรื่อยๆว่า น้ำมันปลามีประสิทธิภาพในการป้องกันหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ และยังมีรายงานว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งและข้ออักเสบได้อีกด้วย

แหล่ง น้ำมันปลาในธรรมชาติที่ดีที่สุด คือ ปลาทะเล หอยนางรมแปซิฟิก และปลาหมึก ปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า ซาบะ ซาร์ดีน เฮอร์ริ่ง แองโชวี่ ไวท์ฟิช บลูฟิช ชอคฟิช เทราท์ แมคเคอเรล เป็นต้น ปลาทะเลที่มีน้ำมันปลามาก คือ ปลาทู ปลาสำลี ปลารัง ปลากระพง เป็นต้น พบว่าปลาที่จับได้ในธรรมชาติจะมีปริมาณกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ในสัดส่วนที่เหมาะสม ส่วนปลาที่เลี้ยงในบ่อจะมีปริมาณของกรดโอเมก้า 6 มากกว่าโอเมก้า 3 ปัจจุบันน้ำมันปลาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ได้รับความนิยมในการรับประทาน อย่างแพร่หลาย ส่วนน้ำมันตับปลาที่เรารู้จักกันดี สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง มีสารสำคัญคือวิตามินเอ และดี

Fish Oil 086-4290312

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

ลด ระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และเพิ่มระดับของเอชดีแอลโคเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันที่ดี น้ำมันปลาสามารถลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงกว่าน้ำมันข้าวโพดและน้ำมันดอกคำฝอยมาก ผู้ชายที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง เมื่อให้กินปลาประมาณ 18 ออนซ์ต่อวันเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและระดับเอชดีแอลโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น

ป้องกัน การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไม่เกาะตัวเป็นลิ่ม เลือดจึงไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดความหนืดของผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

ลดความดันโลหิต จากรายงานผลการศึกษาวิจัยพบว่าอาหารที่ประกอบด้วยปลาหางแข็งหรือปลาทูซึ่งมี EPA ใน ปริมาณ 2.2 กรัมต่อวันสามารถลดความดันเลือดซิสโตลิกในคนไข้ที่มีโรคความดันผิดปกติทาง กรรมพันธุ์ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และทำให้เกิดโรคหัวใจในขณะที่อายุยังน้อยอยู่ อาหารที่มีปลาหางแข็งหรือปลาทู ยังช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลงได้เป็นเวลา 3 เดือน หลังจากนั้นระดับกลับสูงขึ้นไปเหมือนเดิมอีก ในผู้ที่มีความดันเลือดสูงในระดับปานกลาง พบว่าอาหารที่มีปลาหางแข็งหรือปลาทูลดความดันซิสโตลิกลงได้เกือบร้อยละ 10 ระดับโซเดียมในเลือดลดลง และเรนินซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สร้างในไตซึ่งมีผลมากต่อความดันเลือด นั้น ก็ทำงานได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 64 การศึกษาวิจัยในผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงเล็กน้อย โดยให้กินน้ำมันปลาแคปซูลเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าความดันตัวบนหรือซิสโตลิกลดลงอย่างชัดเจน

บรรเทาอาการอักเสบ ปวด บวมของโรคปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์

บำรุงระบบประสาทและสมอง ทำให้ความจำและความสามารถในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น

ลดการอักเสบของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง

Fish Oil 086-4290312
ความสำคัญของน้ำมันปลา

กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกมีความจำเป็นต่อการพัฒนาของจอตาและสมองของทารก แต่ทารกไม่สามารถสังเคราะห์ DHA ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยจากน้ำนมแม่ โดยทารกแรกเกิดควรได้รับ DHA ไม่ต่ำกว่าวันละ 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม จากการศึกษายังพบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เมื่อได้รับนมเสริม DHA จะสามารถมองเห็นได้ชัดเร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับอีกด้วย มารดาและหญิงที่ให้นมบุตรจึงควรบริโภค DHA อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกที่ได้รับ ส่งต่อไปยังลูกโดยผ่านทางรกและน้ำนม

กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สมองและเซลล์ประสาทซึ่งมีผลต่อ สติปัญญา หากร่างกายขาด DHA จะทำให้เซลล์สมองและเซลล์ประสาทขาดประสิทธิภาพไปด้วย เด็กในวัยนี้จึงควรได้รับ DHA ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของสมอง

คนในวัยทำงานมักประสบความเครียดอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกายขาด DHA ใน ปริมาณที่เหมาะสม กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกจะผ่านเข้าไปเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาท ของเซลล์สมอง ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้สมองทำงานดีขึ้น หากรับประทานอาหารที่มีกรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สัดส่วนของ DHA ในสมองสูงขึ้น ซความเครียดจะลดลงและสมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ผู้ สูงอายุจะเกิดภาวะสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่นๆโดยไม่ ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่จากการทดลองโดยการให้กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกแก่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ใน ประเทศญี่ปุ่น พบว่าความสามารถในการคำนวณ ความสามารถในการตัดสินใจ และประสิทธิภาพระดับสูงของผู้ป่วยดีขึ้น โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ DHA เป็นเวลา 6 เดือนจะมีอาการที่ดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ DHA อย่างเห็นได้ชัด

การรับประทานน้ำมันปลา

รับประทานเป็นอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ วันละ 1,000 มิลลิกรัม (1 แคปซูล) หลังอาหาร

รับประทานเพื่อรักษาโรค วันละ 3 กรัม (3 แคปซูล) หรือมากกว่านั้นตามคำแนะนำของแพทย์

การ รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันและรักษา ภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือด จึงควรเข้าใจถึงแนวทางในการบริโภคอาหารที่ถูกต้องเพื่อควบคุมระดับคอเลสเตอร อลในเลือด และต้องมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง หลีกเลี่ยงโรคร้ายต่างๆ ซึ่งมีภาวะโคเลสเตอรอลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหัวใจขาดเลือด
หลัก การบริโภคอาหารที่สำคัญเพื่อป้องกันและลดระดับโคเลสเตอรอลสูงใน เลือด ประการแรกคือ รับประทานโคเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม โคเลสเตอรอลมีเฉพาะในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น และมีมากในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ สัตว์น้ำบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณมาก รับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งให้พลังงานรวมแล้วเพียงพอต่อการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยผู้ใหญ่ควรมีดัชนีความหนาของร่างกายประมาณ 20-25 กิโลกรัม/ตารางเมตร โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว หน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง

หลีก เลี่ยงรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมากๆ เช่น หมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ควรรับประทานอาหารที่ให้กรดไขมันไลโนเลอิกโดยสม่ำเสมอ ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ควรรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกประมาณร้อยละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ เช่น วันหนึ่งต้องการพลังงาน 2000 กิโลแคลอรี่ ควรได้กรดไลโนเลอิกประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลืองประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้


 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  

เค เค โกลเด้น ออยล์ พลัส 60 แคปซูล (102 กรัม)
ราคา 1,075 บาท
086-4290312