วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

ลดหน้าท้อง 3 วิธีลดพุง การทำให้หน้าท้องแบนราบ

 
โดย : Chelsea Clarke

          เชื่อไหมว่า ทั้งอาหาร เสื้อผ้า และการบริหารที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณสาว ๆ มีรูปร่างเพรียวบางได้ มาดูกัน

รับประทานให้ถูกต้อง

          การมีน้ำหนักส่วนเกินเล็กน้อยรอบเอวทำให้คุณกังวล เพราะไขมันเหล่านี้ล้อมรอบอวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญ

          แม้ไขมันอิ่มตัวจุดเดียว (monounsaturated fats) อย่างอะโวคาโด้นั้นต่อกรกับหน้าท้องที่ย้วยได้ แต่เดนิส กริฟฟิธ โภชนากรแนะนำเพิ่มเติมว่า "หากจะลดน้ำหนักลงจริง ๆ ก็ควรจะรับประทานอาหารที่ไขมันต่ำพลังงานต่ำด้วย"

          กริ ฟฟิธ แนะนำให้รับประทานอาหารที่อุดมด้วยปลาที่มีไขมัน, ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืช เหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งที่ดีของ "ไขมันที่ดี" ที่ร่างกายต้องการ โดยเฉพาะไขมันจากปลาแซลมอนและซาร์ดีน ซึ่งมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ทำให้ร่างกายไวต่ออินซูลินได้ดีขึ้น เป็นผลให้ไขมันหน้าท้องลดลง ส่วนอาหารอื่น ๆ ที่ดีในการต่อสู้กับไขมันก็ได้แก่ ผักปวยเล้ง, ผักกาดหวาน, บร็อคโคลี่, ปาปริกา และพริก

          กริฟฟิธ กล่าวว่า วิธีเริ่มต้นที่รวดเร็วและดีในการลดน้ำหนัก คือ ดูว่าอาหารในจานมีมากเท่าไร "เรามักจะทานมากในมื้อเย็น แต่ไม่ได้ตระหนักว่าอาหารพวกนี้มันมากเกินไป" เธอกล่าว "หากตอนกลางวันทานอาหารในร้านก็แบ่งแป้งพิซซ่าให้เพื่อนบ้าง เพราะมันยากที่จะหยุดกินแป้งแบบนี้เพียงแค่ชิ้นหรือสองชิ้น"

แต่งกายให้เหมาะสม

          การพรางรอบเอวที่กลมนั้นมันง่าย เพียงแค่เปลี่ยนชุดชั้นในเท่านั้น

          "ชั้นในที่ดันทรงและพยุงช่วยให้เปลี่ยนแปลงได้มาก" เป็นคำกล่าวของซินดี้ นิวสเตด สไตลิสต์ กล่าว "หากกางเกงชั้นในของคุณไม่มีแถบยางยืดและขอบอยู่ต่ำกว่ารอบเอว มันก็จะไม่มีอะไรคอยพยุงเอาไว้และทำให้ไขมันยื่นออกมา กางเกงชั้นในควรอยู่สูงถึงจุดกึ่งกลางลำตัว เพื่อจะได้พยุงได้อย่างถูกต้อง"

          พอมาถึงเรื่องการเลือกซื้อเสื้อผ้า นิวสเตด กล่าวว่า การเลือกเสื้อผ้าที่ตัดอย่างถูกต้อง สไตล์และเนื้อผ้าที่เหมาะสมจะช่วยคลุมท้องให้ได้ หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับ, ผ้ายืด ให้ใช้ผ้าสบาย ๆ อย่างเช่น ผ้าฝ้าย วิธีอื่น ๆ ที่ช่วยซ่อนเร้นร่างกายส่วนกลางได้แก่ :

          - สวมแจ็คเก็ตขนาดพอดี หาแจ็คเก็ตที่ส่วนอกพอดี ๆ แล้วส่วนกลางก็จะทำให้ดูมีรูปร่าง

          - อย่าเอาเสื้อยัดใส่ลงในกางเกงหรือกระโปรง ปล่อยชายเสื้อลงมาจะช่วยซ่อนพุง และทำให้ลำตัวยาวขึ้น

          - สวมเสื้อที่มีตะเข็บตามแนวใต้ราวนม (empire line) และมีแถบรอบด้านล่าง เพื่อซ่อนเร้นหน้าท้อง

          - เครื่องประดับอื่น ๆ ส่วนเกินอะไรก็ตามที่คุณสวมบนหรือรอบคอ จะช่วยเบนสายตาที่มองให้ออกห่างจากส่วนท้อง

บริหารให้ถูกต้อง

          นาเดีย แบรนดอน-แบล็ค ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายกล่าวว่า "วิธี ที่ดีที่สุดที่จะทำให้ท้องแบนราบก็คือลดไขมันในร่างกายลง ด้วยการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างการบริหารคาร์ดิโอกับการบริหารยก น้ำหนัก" เธอแนะนำให้บริหารแบบคาร์ดิโอสัปดาห์ละสามครั้ง (เดิน, จ็อคกิ้ง, ขี่จักรยาน) และบริหารกล้ามเนื้อท้องด้วยท่าบริหารต่อไปนี้ สลับกันอย่างน้อยสัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง

           นอนตัวตรง : นอน คว่ำหน้าลงกับพื้นโดยให้ฝ่ามือวางที่พื้น นิ้วเท้างออยู่ใต้ลำตัว ดันตัวขึ้นมาโดยเอาข้อศอกค้ำยันลำตัวเอาไว้ ตัวตรงตั้งแต่หัวจรดเท้า ค้างเอาไว้ 30 วินาทีแล้วค่อย ๆ เพิ่มจนทำได้หนึ่งนาทีเต็ม

          งอหน้าท้อง : นอน หงายและยกขาสองข้างขึ้นทำมุม 90 องศากับพื้น งอเข่า เกร็งหน้าท้อง แล้วงอตัวตรง ตะโพกยกตัวขึ้นจากพื้น จากนั้นยกขาขึ้นชี้ฟ้าเล็กน้อย พยายามทำให้ได้ 20 ครั้ง

           หมุนขา : นอน หงาย ประสานมือไว้หลังศีรษะ ยกเข่าขึ้นมาทางหน้าอก ขณะเดียวกันก็ยกไหล่ขึ้นเหนือพื้น ยืดขาซ้ายออกขณะที่หมุนร่างกายส่วนบนไปทางขวา พยายามให้ข้อศอกซ้ายแตะหัวเข่าข้างขวา จากนั้นทำสลับข้าง ทำให้ได้ยี่สิบรอบ นับเป็นหนึ่งเซ็ท ทำให้ได้สามเซ็ท





ขอขอบคุณข้อมูลจาก
อาหารและสุขภาพ

สูตรลดน้ำหนัก 13 สิ่งที่ทำให้คุณลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น


อยากหุ่นสวยเร็วขึ้น ท่องอาหาร 13 อย่างนี้ไว้ให้ขึ้นใจ เพราะมันจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้เร็วขึ้นนะ...ขอบอก

          1.ไฟเบอร์ นอกจากช่วยในระบบขับถ่ายแล้ว ยังช่วยล้างของเสีย และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ออกจากร่างกายและเส้นเลือดด้วย

          2.นมอุ่น ๆ ช่วยผลิตเมลาโทนินที่ทำให้คุณหลับสบาย เมื่อคุณหลับร่างกายจะเร่งสร้างฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา

           3.กาเฟอีน ช่วยกระตุ้นเมตาบอลิซึ่ม หรือระบบเผาผลาญในร่างกาย ซึ่งจะทำให้คุณเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น เมื่ออัตราการเต้นของหัวใจถูกกระตุ้น ก็จะส่งผลให้ระบบอื่น ๆ ทำงานเร็วขึ้นไปด้วย

          4.เซลารี่ หรือขึ้นฉ่ายฝรั่ง เหมาะจะเป็นของว่างสำหรับคุณ เพราะมันช่วยในการเผาผลาญแคลอรีได้ดีนัก

          5.สารช่วยในการระบาย ไม่ใช่ยาถ่าย แต่เป็นอาหารที่ช่วยระบายท้อง เช่น ลูกพรุน หรือชา จะช่วยเคลียร์ระบบภายในร่างกาย และรีดเอาของที่ไม่ดีออกไป

          6.หมากฝรั่ง เมื่อปากคุณไม่ว่าง เพราะกำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหนึบ ๆ อยู่ นอกจากคุณจะแตะอาหารอื่นน้อยลงแล้ว การเคี้ยวหมากฝรั่งยังช่วยเร่งระบบเผาผลาญให้คุณได้ด้วยนะ แต่ระวังอย่าเคี้ยวมากไป เพราะกรดในกระเพาะคุณอาจเสียหายได้

           7.กล้วย ช่วยกระตุ้นพลังงานในร่างกาย เมื่อคุณมีพลังมากขึ้น และได้ออกกำลัง ร่างกายก็จะนำเอาคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งที่สะสมไปใช้

          8.ช็อกโกแลตบาร์ มันไม่ได้ช่วยคุณลดน้ำหนักหรอก แต่อย่างน้อย ๆ การกินของหวานสักหน่อยก็ไม่เสียหาย ดีกว่าที่คุณพยายามจะงดของหวานอย่างสิ้นเชิง จนสุดท้ายแล้ว ก็ลงแดงจนต้องล้มเลิกแผนไดเอ็ตน่ะ

          9.น้ำ สิ่งที่คุณไม่ควรลืม เพราะน้ำช่วยเติมคุณค่าให้ร่างกายคุณอยู่เสมอในระหว่างไดเอ็ต ทั้งยังช่วยชำระล้างของเสีย และเคลียร์ระบบในร่างกาย

           10.ผักสด เปี่ยมด้วยคุณค่าจากน้ำและไฟเบอร์เหมือนกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ควบคุมน้ำตาลในเลือด และให้แคลอรีต่ำ แต่มีมวลรวมค่อนข้างสูงที่จะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้ไม่ยาก โดยที่ไม่ได้รับแคลอรีไปมากมาย

          11.เกรปฟรุต เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับในการช่วยไดเอ็ต คุณสามารถใส่ในชามซีเรียลแล้วกินคู่กันในตอนเช้า ก็จะได้อาหารที่มีไฟเบอร์สูง และยังเหมาะจะรับประทานเป็นของว่างด้วย ซึ่งปริมาณน้ำที่สูงมากในเกรปฟรุตช่วยล้างสารที่ไม่ดีออกจากร่างกาย และยังมีคุณค่าจากสารพัดวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี คอมเพล็กซ์ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ร่างกาย ทำให้คุณดึงคาร์โบไฮเดรตที่ได้รับไปใช้ และไม่สะสมอยู่ในร่างกาย จึงส่งผลให้ไขมันสะสมลดลงไปด้วย

           12.ผลไม้สด ผลไม้สดอุดมไปด้วยน้ำ เช่น แอปเปิ้ล สับปะรด สตรอวเบอร์รี่ และเกรปฟรุต อุดมไปด้วยน้ำถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแตงโมนั้นให้น้ำมากถึง 92 เปอร์เซ็นต์ คุณอาจกินซีเรียล กินผลไม้ หรือเสริมด้วยผลไม้จำพวกเบอร์รี่เข้าไปหลังอาหารแต่ละมื้อ

          13.โปรตีน เปลี่ยนจากการทอดมาเป็นย่างแทนสำหรับเนื้อสัตว์ โดยสุดยอดของโปรตีนที่มีประโยชน์มากก็คือ เนื้อปลาแซลมอน ไก่งวง ที่ให้โปรตีนเต็มเปี่ยมแต่แคลอรีไม่สูงเกิน และปริมาณไขมันอิ่มตัวก็น้อย สำหรับคนรับประทานมังสวิรัติ ก็เน้นเป็นถั่วเหลืองแทน



 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://lisaguru.com/

วิตามินอี กินมากไปก่อให้เกิด มะเร็ง

 
หลาย ๆ คนเชื่อว่าการทานวิตามินทุกวันเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยให้ได้ทดแทนสารอาหารส่วนที่ขาดหายไป แต่บทความที่เรานำมาให้อ่านกันวันนี้ อาจทำให้คุณต้องคิดใหม่ดูให้ดีอีกครั้ง เพราะที่จริงแล้ว การทานวิตามินมาก ๆ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน


 
          เพราะจากการวิจัยของนายแพทย์ อีริค เคลน ผ่านกลุ่มตัวอย่างที่ทานวิตามินอี 400 iu เป็นประจำตลอดเวลา 5 ปี พบว่าพวกเขามีความเสี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้นถึง 17% ยิ่งไปกว่านั้น วิตามินอีชนิด 400 iu ยังเป็นวิตามินที่คนส่วนใหญ่นิยมซื้อทานกันทั่วไปอีกด้วย
 
          นอกจากนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ถึงประโยชน์ของวิตามินอีจริง ๆ จึงเชื่อว่ายิ่งทานไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีซะมากกว่า ทั้งที่ความจริงแล้ว แม้วิตามินจะมีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนของเลือด แต่ถ้าทานมากเกินไป ก็เกิดผลเสียได้เหมือนกัน
 
          เพราะฉะนั้น ควรทานให้พอเหมาะจากอาหารที่มีวิตามินอีมาก ๆ เช่น อาหารจำพวกถั่ว เพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าผลเสียดีกว่าไปหาซื้อมาทานเสริมกันเองนะครับ


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ผิวสวย ทำอย่างไรดี เมื่อตากแดดจนผิวลอก



หลังจากออกทริปเที่ยวทะเลหนำใจจนตัว ดำเมี่ยมแล้ว เมื่อกลับเข้ามาสู่ชีวิตปกติก็ต้องพบกับความจริงที่โหดร้าย เมื่อพบว่าผิวไหม้ และเริ่มลอก แถมยังคันยิบ ๆ อีกต่างหาก จะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ ลองมาดูคำแนะนำและข้อปฏิบัติตัวเมื่อผิวไหม้ลอก ที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันค่ะ
 

      ทำผิวให้เย็นลง

          ทันทีที่สังเกตเห็นว่าผิวเริ่มลอก ให้คุณอาบน้ำเย็น การอาบน้ำเย็นจะช่วยให้ผิวเย็นลง และลดกระบวนการลอกของผิวให้ช้าลงได้ด้วย นอกจากนี้เมื่อเช็ดตัว ก็ให้ซับแต่เบามือ อย่าเช็ดถูโดยแรงเพราะจะทำให้ผิวยิ่งระคายเคือง และลอกมากขึ้นได้

      บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

          หลังจากอาบน้ำแล้วบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ โดยเลือกใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของ อโลเวร่า หรือ ว่านหางจระเข้ อันเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยให้ผิวเย็นลง ปลอบประโลมผิวที่ไหม้ลอก รวมทั้งลดอาการบวมแดงและอักเสบได้ด้วย หรือหากคุณมีต้นว่านหางจระเข้ก็สามารถใช้วุ้นจากต้นสด ๆ เลยก็ได้เช่นกัน

      ดื่มน้ำมาก ๆ

          หลังจากบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นจากภายนอกแล้ว ก็ต้องบำรุงให้ชุ่มชื้นออกมาจากภายในด้วย ทำได้โดยการดื่มน้ำ ยิ่งในยามที่ผิวไหม้และลอกขนาดนี้ น้ำกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งขึ้นในการช่วยให้ผิวฟื้นฟูสภาพได้เร็ว เพราะฉะนั้นอย่าลืมดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้วนะคะ
    
      ห้ามเกา

          แม้ว่าจะรู้สึกคันมากเพียงใด แต่ก็ห้ามมือซนไปเกาเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นคุณอาจได้ทำร้ายผิวในระยะยาว ด้วยการฝากรอยแผลเป็นเอาไว้ หากรู้สึกคันให้บรรเทาด้วยการใช้ผ้าขาวบางหรือผ้าเช็ดหน้าห่อน้ำแข็ง แล้วนำมาทาบกับผิวบริเวณนั้น เมื่อผิวเริ่มเย็นลงอาการคันก็จะทุเลาลงได้

       อย่าดึงหนังที่กำลังลอกออกมา

          ในช่วงกระบวนการรักษา ผิวชั้นนอกจะค่อย ๆ แห้งและร่อนหลุดออกมา แต่อย่ามือซนไปแกะหรือลอกผิวหนังที่กำลังหลุดร่อนออกมาเด็ดขาด (แม้ว่ามันจะยั่วมือยั่วใจแค่ไหนก็ตาม) เพราะการดึงให้หนังหลุดลอกออกมานั้นอาจทำให้เกิดอาการอักเสบได้ หากรู้สึกรำคาญสายตาและสัมผัส ให้ใช้กรรไกรเล็ก ๆ ตัดเฉพาะหนังส่วนที่ลอกออกมา แล้วทายาขี้ผึ้งกันการติดเชื้อทับ

       ป้องกัน

          เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผิวไหม้ลอกในครั้งต่อ ๆ ไป ก็ต้องรู้จักปกป้องผิว ด้วยการทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด และทาซ้ำทุก  2-3 ชั่วโมง หากมีกิจกรรมที่ต้องลงน้ำ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วก็ต้องทาครีมกันแดดซ้ำทุกครั้ง รวมทั้งต้องไม่ลืมทาในบริเวณที่มักถูกละเลย เช่น หลังใบหู ซึ่งเป็นบริเวณที่พบว่าเกิดผิวไหม้ลอกได้บ่อยที่สุดเลยค่ะ

          ผิวลอกผิวไหม้เป็นปัญหาผิวที่ทำให้เสียความมั่นใจไปได้ไม่เบา หมั่นทำตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัด และจากนี้ไปก็อย่าลืมหลบแดดจัด หรือป้องกันผิวก่อนออกแดดทุกครั้งด้วยนะคะ


 

สิวเสี้ยน วิธีง่าย ๆ ช่วยกำจัดสิวเสี้ยนให้พ้นจากใบหน้า



อีกหนึ่งปัญหากวนใจของหนุ่ม ๆ หลายคนที่เจอกันเป็นประจำก็คือเรื่อง "สิว" ที่มักจะขึ้นมาสร้างความรำคาญใจอยู่เสมอ ๆ เพราะสิวไม่เพียงแต่ขึ้นมาให้เราร้องยี้เท่านั้น หากแต่ยังสร้างความเจ็บปวดและบั่นทอนจิตใจให้ใครหลาย ๆ คนไปมากมายเลยทีเดียว

          เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เราจะทนให้คุณมีสิวมารังควานชีวิตต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะครับ โดยเฉพาะเหล่าบรรดา "สิวเสี้ยน" อันไม่พึงประสงค์ด้วยแล้ว เห็นทีต้องกำจัดออกไปให้สิ้นซาก ส่วนวิธีการนั้นจะต้องทำยังไงบ้าง วันนี้เรามีการบอกลาสิวเสี้ยนจากเว็บไซต์ mensvanity.com มาฝากกันแล้วครับ

ใช้แปรงที่มีขนแข็ง ๆ ขจัดผิวบนใบหน้า

          เพื่อให้เห็นสิวเสี้ยนได้อย่างชัดเจนและง่ายต่อการกำจัดมากขึ้น ให้หาแปรงที่ใช้ขัดผิวมาเป็นตัวช่วยนะครับ โดยให้เลือกขนแปรงที่มีความแข็งสักหน่อย จากนั้นก็ค่อย ๆ ขัดหน้าของคุณเองไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ต้องลงน้ำหนักมานัก ไม่งั้นแล้วหน้าคุณจะพังขึ้นมาได้ การทำแบบนี้จะช่วยให้สิวเสี้ยนที่มุดตัวอยู่ในรูขุมขนนั้นเห็นเด่นชัดมาก ขึ้น ซึ่งจะเป็นการง่ายที่จะจัดการเอาออกในขั้นตอนต่อ ๆ ไปนั่นเอง

น้ำร้อนช่วยคุณได้

          อันดับต่อมาหลังจากใช้แปรงที่มีขนแข็ง ๆ แล้ว ให้นำผ้าสะอาดมาชุบกับน้ำร้อน แล้วเช็ดล้างใบหน้าให้ทั่ว หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการยื่นหน้าหาไอร้อนของน้ำที่เดือด ๆ ก็ได้ โดยความร้อนนั้น จะทำให้รูขุมขนบนใบหน้าขยายตัวมากขึ้น แล้วคราวนี้ พวกสิวเสี้ยนทั้งหลายก็จะทนความร้อนกันไม่ไหว และโผล่หัวออกาให้คุณพาออกไปจากชีวิตได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

เบคกิ้งโซดา ช่วยให้หน้าสะอาดใส

          ให้ผสมเบคกิ้งโซดา (Baking soda) ประมาณ 1 ช้อนชาร่วมกับน้ำสะอาด จากนั้นแล้วให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเบคกิ้งโซดาที่ผสมไว้แล้วค่อย ๆ ขัดบนผิวหน้าของคุณที่มีสิ้วเสี้ยนมากมายฝังตัวอยู่ อย่าขัดแรงจนเกินไป ไม่งั้นหน้าคุณจะลอกและอาจเกิดผื่นแดงได้ หรือหากใครไม่อยากใช้วิธีนี้ ก็ลองทำให้ง่ายขึ้นด้วยการใช้เบคกิ้งโซดาเพียงเล็กน้อยผสมกับโฟมล้างหน้าที่ ใช้อยู่ ก็สามารถช่วยขจัดพวกสิวเสี้ยนได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน

ใช้ผ้าก๊อซทำความสะอาด

          เมื่อได้ลองทำขั้นตอนต่าง ๆ ตามที่บอกไปด้านบนแล้วนั้น ให้นำผ้าก๊อซที่ใช้พันแผลมาพันรอบ ๆ นิ้วข้างที่คุณถนัด จากนั้นก็นำนิ้วที่พันผ้าไว้ ไปจัดการขัดสิวออกซะ แล้วก็เหมือนเดิมครับ คือค่อย ๆ ขัดออกเบา ๆ ช้า ๆ เสร็จแล้วก็ล้างหน้าตามด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ และน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง เช็ดหน้าให้แห้งเรียบร้อย เพียงเท่านี้ สิวเสี้ยนเจ้ากรรมก็จะระเห็จระเหินออกจากใบหน้าของคุณไปอย่างแน่นอน

          สุด ท้ายนี้ หากทั้งหมดทั้งมวลที่ได้แนะนำไปนั้น ไม่สามารถจัดการสิวเสี้ยนให้ราบคาบได้สักที แถมยังมีปัญหาแพ้โน่นนี่ เกิดผื่นแดง หรืออักเสบแล้วล่ะก็ รีบไปพบแพทย์เถอะครับ เพราะจะยังไงก็แล้วแต่ แพทย์ก็จะเชี่ยวชาญและมีวิธีการที่ชำนาญกว่าเราทำเองแน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่เรานำมาแนะนำแบบนี้ ก็เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในเบื้องต้นเท่านั้นนะครับ ส่วนใครที่มีวิธีการดี ๆ อยากแนะนำเพิ่มเติม ก็ลองบอกกล่าวกันนะครับ เคล็ดลับ ๆ เพื่อความหล่อแบบนี้ อย่าเก็บไว้คนเดียวครับผม

 




วิธีแต่งหน้า เคล็ดลับน่ารู้ของการใช้อายแชโดว์


 


เมื่อพูดถึงการแต่งแต้มเติมสีสันให้กับดวงตา ไอเท็มที่ใช้ในการเมคอัพที่ผุดขึ้นมาเป็นชื่อแรกย่อมต้องเป็น "อายแชโดว์" ซึ่งปัจจุบันนี้มีอายแชโดว์ให้เลือกใช้กันหลายสีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแมท มีประกายชิมเมอร์ อายแชโดว์เนื้อฝุ่น เนื้อเหลว หรือว่าเนื้อครีม ให้สาว ๆ ได้เลือกใช้กันตามสะดวก แต่ ในความหลากหลายให้เลือกใช้อย่างสนุกสนานนี้ บางครั้งก็ทำให้เกิดความสับสนอยู่บ้างเหมือนกัน ว่าแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมเลยหยิบเรื่องเคล็ดลับน่ารู้เกี่ยวกับการใช้อายไลน์เนอร์มาฝากกันค่ะ


        เคล็ดลับการใช้อายแชโดว์

          -  เคล็ดลับข้อแรกที่สาว ๆ ต้องท่องจำให้ขึ้นใจเมื่อใช้อายแชโดว์ก็คือ การเบลนด์ เพื่อให้สีที่แต่งแต้มลงไปนั้น มีพื้นผิวที่เรียบสม่ำเสมอ กระจายตัวดี และเนียนสนิทไปกับเปลือกตา

          -  เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะไม่ทำให้จับก้อนเป็นชั้น ๆ หรือเป็นปื้นบนเปลือกตา

          -  เลือกใช้แปรงอายแชโดว์ที่เหมาะสม แปรงสำหรับทาอายแชโดว์นั้นก็มีหลายแบบให้เลือก คุณจำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน แปรงหัวตัดเหมาะกับการลากเส้น การลงสีต้องการเห็นขอบเขตชัดเจน ส่วนการเบลนด์สีให้เนียนต้องยกให้เป็นหน้าที่ของแปรงหัวกลมมน นอกจากนี้ขนาดของหัวแปรงก็ยังแตกต่างกันไป ซึ่งให้ผลในการแต่งดวตาที่แตกต่างกันด้วย

        แปรงแต่งตา VS แปรงทาตาหัวฟองน้ำ

          เมื่อนึกถึงตลับอายแชโดว์ที่มักมีแปรงทาตาหัวฟองน้ำให้มาด้วย พาลให้เรานึกสงสัยว่าเจ้าแปรงทาตาหัวฟองน้ำนี้ ทำหน้าทีแตกต่างจากแปรงแต่งตาแบบพู่กัน หรือแปรงสำหรับอายแชโดว์อย่างไร คำตอบก็คือ แปรงทาตาหัวฟองน้ำจะใช้ก็ต่อเมื่อต้องการสีสันบนเปลือกตาที่เข้มสดชัดเจน ส่วนแปรงอายแชโดว์เมื่อใช้แล้วจะไม่ให้เม็ดสีที่ไม่หนักแน่นเท่า แต่ก็จำเป็นในการใช้เบลนด์สีให้เนียนสวยสม่ำเสมอ

        เนื้อแมท VS ประกายชิมเมอร์

          อายแชโดว์เนื้อแมทจะให้สีสันที่จัด และชัดสดใส แต่อาจจะยากกับคนที่ใช้กับแปรงทาตาหัวฟองน้ำ เพราะค่อนข้างเบลนด์สีให้เนียนสวยได้ยาก ส่วนอายแชโดว์แบบมีประกายชิมเมอร์จะเบลนด์ให้ดูเนียนเข้ากันได้ง่ายกว่า แต่เมื่อใช้ร่วมกับแปรงทาตาหัวฟองน้ำแล้ว บ่อยครั้งที่ประกายชิมเมอร์เล็ก ๆ เหล่านั้นไปติดค้างอยู่ตามรอยพับหรือริ้วรอยที่เปลือกตา จึงต้องใช้ความพิถีพิถันในการแต่งตาด้วยอายแชโดว์ทั้งสองชนิดนี้ต่างกันออก ไป

        อายแชโดว์เนื้อเหลว VS เนื้อครีม

          อายแชโดว์เนื้อเหลวและเนื้อครีม ให้ความเนียนสวย และความเงาวาวในการทาแก่ดวงตาเป็นอันมาก สามารถทาลงบนเปลือกตาได้ทั้งการใช้ปลายนิ้ว หรือใช้แปรงพิเศษ (synthetic eyeshadow brush) เพื่อช่วยในการเบลนด์

        ใช้อายไพรม์เมอร์ VS ไม่ใช้อายไพรม์เมอร์

          การใช้อายไพรม์เมอร์เตรียมพื้นที่เปลือกตาก่อนการแต่งดวงตา จะช่วยควบคุมความมันที่เปลือกตา ทำให้อายแชโดว์ติดได้ทนนานมากขึ้น และช่วยให้สีสันเด่นชัดมากกว่าการทาลงบนเปลือกตาเปลือย ๆ ด้วย

          ได้ทราบเกร็ดความรู้ในการในการแต่งดวงตากับอายแชโดว์ไปแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการแต่งหน้าของสาว ๆ กันนะคะ

 


อาหาร 10 ชนิดที่มีประโยชน์จนน่าทึ่ง


 

ใคร ๆ ก็รู้ว่า อาหารจำพวกผัก ธัญพืช หรืออาหารที่ได้จากธรรมชาติส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ประโยชน์ของมันจริง ๆ กันบ้าง ว่าหลังจากที่คุณทานเข้าไปแล้ว มันจะไปซ่อมแซมหรือบำรุงร่างกายส่วนไหน วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารจากธรรมชาติ 10 ชนิดที่มีประโยชน์จนน่าทึ่ง ซึ่งคุณอาจไม่เคยรู้มาฝากกัน ว่าแล้วก็ไปดูพร้อมกันเลยดีกว่าว่า อาหารทั้ง 10 ชนิดนี้มีอะไรบ้าง และมันมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณอย่างไร 
 1. ผักสลัดน้ำ (WATERCRESS)

          ผักสลัดน้ำได้ชื่อว่าเป็นราชินีผัก จัดอยู่ในจำพวกผักใบเขียว มี 2สายพันธุ์คือเขียวและแดง เป็นพืชตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี มีรสเผ็ดเล็กน้อย

          คุณประโยชน์

          ผักสลัดน้ำ 1 ถ้วยมีพลังงานเพียง แค่ 4 แคลอรี่เท่านั้น แต่อุดมไปด้วยวิตามินต่าง ๆ มากมาย เช่น เอ ซี และเค ซึ่งสูงกว่าผักกาดธรรมดา 2 เท่า และมีลูทีน (LUTEIN) กับซีแซนทีน (ZEAXANTHIN) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคจอตาเสื่อม มะเร็งเต้านม และโรคหลอดเลือดหัวใจได้

          วิธีรับประทาน

          สามารถหั่นมาเพื่อทานคู่กับแซนด์วิช เด็ดก้านออกเพื่อทำเป็นสลัด ผัดไฟแดง แกงจืด ต้มทำเป็นซุป หรือกินสด ๆร่วมกับส้มตำน้ำพริกก็ได้

2. วานิลลา (VANILLA BEANS)


          วานิลลาเป็นพืชตระกูลกล้วยไม้ มีลักษณะเป็นฝัก มีกลิ่นหอม จึงมักใช้สำหรับแต่งกลิ่นและรสให้หวานขึ้น

          คุณประโยชน์

          ในวานิลลานั้นมีสารประกอบของ (PHENOLIC) ที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส แบคทีเรีย และช่วยแก้อาการอักเสบของแผลเป็นในร่างกายได้ด้วย

          วิธีรับประทาน

          สามารถนำมาผสมกับน้ำผลไม้หรือแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเครื่องดื่มได้

3. ผงโกโก้ (COCOA POWDER)

          ผงโกโก้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากเมล็ดโกโก้อีกที มีส่วนประกอบหลักคือโกโก้และเนยโกโก้ โดยมีสารประกอบไขมันต่ำที่ได้จากเมล็ดโกโก้

          คุณประโยชน์

          อุดมไปด้วย แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม และมีสารฟลาโวนอยด์ (FLAVONOID) ที่ช่วยป้องกันอาการชักและโรคหัวใจได้

          วิธีรับประทาน

          นำมาผสมเพื่อทำขนมต่าง ๆหรือสามารถนำมาผสมทำเป็นซอสได้

4. ข้าวฟ่าง (SORGHUM)


          ข้าวฟ่างเป็นพีชตระกูลหญ้า มีรูปร่างและรสชาติคล้ายข้าวสาลี ส่วนมากใช้สำหรับให้อาหารสัตว์ แต่คนก็สามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน

          คุณประโยชน์

          ข้าว ฟ่างนั้นเป็นแป้ง จึงอุดมไปด้วยพลังงาน อีกทั้งยังมีวิตามินบีรวมและคลอเรสเตอรอลต่ำ ข้าวฟ่างช่วยเสริมสร้างม้ามและกระเพาะอาหารช่วยให้หลับง่าย

          วิธีรับประทาน

          สามารถนำมาใส่ในสลัดได้ นำมาทำเป็นโจ๊ก ทำเป็นขนมปังและสามารถนำมาใส่แกงได้ด้วย

5. ลูกเกด (RAISINS)

          ลูกเกด คือองุ่นแห้ง มีรูปร่างวงรีเล็ก ๆ สีน้ำตาลหรือดำ           

          คุณประโยชน์

          ใน ลูกเกด โดยเฉพาะลูกเกดสีเข้มนั้นจะมีแอนโทไซยานิน (ANTHOCYANINS) ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระได้มากกว่าหลายเท่า ช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็ง  บำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ลดความเครียด และลดคลอเรสเตอรอลได้ด้วย

          วิธีรับประทาน

          สามารถนำมากินเปล่า ๆได้เลย หรือจะนำมาเป็นส่วนประกอบของขนมอย่างเค้กหรือไอศกรีมก็ได้

6. ขิง (GINGER ROOT)


          ขิง เป็นพืชล้มลุก มีส่วนเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสค่อนข้างเผ็ด

          คุณประโยชน์

          ขิง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม และวิตามินเอ ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาด้านระบบทางเดินอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการเบื่ออาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่นได้

          วิธีรับประทาน

          สามารถนำมาคั้นเป็นน้ำดื่ม หรือนำมาเป็นเครื่องเคียงของโจ๊กและแกงอื่น ๆได้

7. ถั่วแดง (KIDNEY BEANS)

          ถั่วแดง เป็นถั่วที่สามารถกินเมล็ดได้ ซึ่งอยู่ในจำพวกเดียวกับถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลายแและถั่วปากอ้าเป็นต้น

          คุณประโยชน์

          อุดมไปด้วยโปรตีนและคุณค่าทางอาหารสูง สามารถใช้เป็นอาหารลดความอ้วนและอาหารสำหรับผุ้ป่วยเบาหวานได้ดี

          วิธีรับประทาน

          นำมาต้มกินได้ หรือสามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเช่น หมูอบ ห่อหมกเป็นต้น

8. กาแฟ (COFFEE)

          กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่เมล็ดสกัดนำมาจากต้นกาแฟ โดยถือเป็นเครื่องดื่มที่นิยมมาก

          คุณประโยชน์

          ไฟ เบอร์จากกาแฟสามารถช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้ มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงกรดคลอโรจีนิก (CHLOROGENIC)  ที่ช่วยยับยั้งคลอเรสเตอรอลที่ไม่ดีออกไปได้

          วิธีรับประทาน

          สามารถใช้ดื่มได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถ้าคุณดื่มแบบกาแฟดำจะได้ประโยชน์สูงสุด

 9. ข้าวบาร์เลย์ (BARLEY)
      
          เป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลเดียวกับข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลี

          คุณประโยชน์

          ไฟ เบอร์ในข้าวจะช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีโฟเลตและแมงกานีสที่ช่วยบำรุงสมอง

          วิธีรับประทาน

          สามารถทานกับอาหาร กินกับสลัด ทำเป็นซุปและแปรรูปเป็นขนมปังได้

10. ไข่ (EGGS)

          คงไม่มีใครไม่รู้จักไข่ ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ไข่เป็ด หรือแม้กระทั่งไข่นกกระจอกเทศ

          คุณประโยชน์

          ไข่ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด โดยสามารถป้องกันโรคประสาทตาเสื่อมได้ ป้องกันการจับตัวของเลือด และไข่นั้นเป็นสิ่งเดียวที่ให้วิตามินดีจากธรรมชาติ

          วิธีรับประทาน

          คุณสามารถนำไข่มาทำอาหารได้หลายแบบ เช่นนำมาทอด นำมาเจียว ผสมกับขนมและอีกมากมาย

          และ นี่ก็คือ 10 อาหารอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ จะเห็นได้ชัดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณมากแค่ไหน ที่เหลือคุณก็แค่นำมาเลือกทานเพื่อสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุด เพียงเท่านี้คุณก็จะร่างกายแข็งแรง โรคภัยไม่ถามหาแน่นอน

 


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

เลกกิ้ง เคล็ดลับการใส่ เลกกิ้งกันหนาว ให้สวย











 เลกกิ้ง

อากาศหนาว ๆ เย็น ๆ แบบนี้ สาว ๆ หลายคนคงหันมาใส่กระโปรงยาว กางเกงขายาวกันมากขึ้น อาจเป็นเพราะหนาวขา ห่วงสวย กลัวผิวเสีย แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เราขอแนะนำอีกหนึ่งทางเลือกในการแต่งสวยด้วย เลกกิ้งกันหนาว ตัวช่วยให้สาว ๆ อุ่นได้แถมยังสวยด้วยค่ะ โดยวันนี้กระปุกดอทคอมมีเคล็ดลับดี ๆ ในการใส่ เลกกิ้งกันหนาว ให้ดูสวยมาฝากเพื่อน ๆ กันด้วย 
       จับคู่เลกกิ้งกับเสื้อตัวยาว แล้วลองหาสร้อยเส้นใหญ่ ๆ ยาว ๆ สวย ๆ มาประดับ รับรองเจิดค่ะ

       เลกกิ้งกับกางเกงขาสั้น เทรนด์นี้ดูน่ารักและมีเสน่ห์ เคล็ดลับอยู่ตรงที่กางเกงขาสั้นที่คุณเลือกมาใส่ ควรจะสั้นมากหน่อย หรืออาจเป็นกางเกงขาสั้นทรงบาน ๆ ก็เก๋ไม่น้อย แล้วคาดเข็มขัดใหญ่ ๆ เข้าไปให้ดูเด่นขึ้นมา อันนี้เหมาะมากกับสาว ๆ ที่มีต้นขาใหญ่ ทางทีดีควรเลือกใส่เลกกิ้งสีดำนะคะ 

       เลกกิ้งกับเดรสสั้น เปรี้ยวมากมายค่ะอันนี้ หากคุณหยิบเดรสสั้นมาใส่คู่กับเลกกิ้ง แล้วเพิ่มความเรียวยาวของขาด้วยการใส่ส้นสูง ไอเดียนี้ถือว่าเป็นการผสมความเปรี้ยวและเท่เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวเลยที เดียว

       เลกกิ้งกับคาร์ดิแกน งานนี้เหมาะสำหรับสาวทุกรูปร่างเลยล่ะ ไม่ว่าคุณจะเลือกเสื้อตัวไหนมาใส่ก็ตาม หากสวมทับเข้าไปด้วยคาร์ดิแกนซักตัว รับรองว่าดูยังไงก็ไม่ตกเทรนด์แน่นอนค่ะ
 







วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หุ่นดี แค่ปรับท่ายืน–นั่ง ช่วยหุ่นเพรียว ไม่ง้อไดเอต

ตอนเด็ก ๆ มักจะโดนคุณพ่อคุณแม่กับคุณครูเอ็ดเอาอยู่บ่อย ๆ เรื่องชอบนั่งหลังค่อม ยืนห่อไหล่ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องบุคลิกมักจะถูกติติงกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เชื่อว่าหลาย ๆ คนในตอนนั้นคงรู้สึกว่าน่าเบื่อจัง ไม่สบายตัวเลย แต่ลองได้ทำจนเป็นนิสัยมาจนถึงปัจจุบันนี้ มันก็พิสูจน์ให้เห็นได้เลยว่า สิ่งเหล่านั้นมีประโยชน์มากจริง ๆ นอกจากทำให้บุคลิกดูสง่าผ่าเผยดีแล้ว ยังช่วยให้เราดูสูงขึ้น เพรียวขึ้น ได้อีกต่างหาก

            การยืน นั่ง เดิน หรือการวางท่วงท่าในอิริยาบถต่าง ๆ ให้เหมาะสม จะลดแรงเสียดสีที่ข้อต่อ ลดแรงกดที่กระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี ช่วยเรื่องการทำงานของระบบย่อยอาหาร และผลที่เห็นทันตาสุด ๆ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับผู้รักษารูปร่างทั้งหลาย คือ มัน ทำให้คุณดูผอมเพรียวขึ้นได้ทันใจ เพียงแค่ปรับท่วงท่าการยืน การนั่ง การเดิน ให้ถูกต้องเท่านั้นเอง เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น ลองมาดูกันเถอะค่ะ ว่าคุณจะปรับท่วงท่าไหนได้บ้าง

 
1. ท่ายืนแปรงฟัน
           Do : ยืนหลังตรงคอตั้ง ไหล่ทั้งสองแบออก ยกมือข้างที่ถือแปรงสีฟันขึ้นให้ข้อศอกอยู่ระดับไหล่ การยืนที่ถูกต้องจะช่วยเตรียมร่างกายของคุณให้พร้อมสำหรับกิจกรรมต่อไปในยาม เช้าด้วย 

           Don't : ยืนยื่นหน้าเข้าหากระจก ท่านี้จะเพิ่มแรงกดให้กับกระดูกต้นคอ และทำให้กระดูกสันหลังอ่อนแอ

 2. ท่าขับรถ
           Do : นั่งให้สบาย ศีรษะพิงกับเบาะรองศีรษะของส่วนที่นั่ง เงยหน้าให้อยู่ในระดับปกติ ให้บ่าเป็นตัวรองรับน้ำหนักของศีรษะ การนั่งแบบนี้จะช่วยจัดระเบียบกระดูกสันหลัง ทำให้ไม่เกิดอาการปวดหลังและเมื่อยล้าที่บ่า
 
           Don't : นั่งยื่นหน้าและคอเข้าหาพวงมาลัย หากนั่งเช่นนี้นาน ๆ จะทำให้เมื่อยบ่าและเกิดอาการปวดหลังตามมา
 
3. ท่าคุยโทรศัพท์

           Do : หากเป็นไปได้ควรใช้อุปกรณ์เสริมแฮนด์ฟรีในการคุย อันจะทำให้คุณสามารถคุยโทรศัพท์ได้สะดวกไม่ว่าในท่วงท่าใด ๆ

           Don't : เอนศีรษะเข้าหาโทรศัพท์มาก ๆ หรือหนีบโทรศัพท์เอาไว้ระหว่างไหล่กับใบหู ซึ่งจะทำให้กระดูกคอเสื่อมได้


 4. ท่านั่งทำงาน

           Do : นั่งหลังตรง แผ่นหลังและข้อพับเข่าด้านหลัง ห่างจากเก้าอี้ 2-4 นิ้ว เท้าวางราบกับพื้น หากใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้ปรับหน้าจอเอนราว 110 องศา ซึ่งเป็นมุมที่มองเห็นภาพได้ชัดเจนดี โดยไม่ต้องยื่นหน้าเพ่งเข้าหน้าจอ หากเป็นคอมพิวเตอร์พีซี ต้องปรับเก้าอี้ให้ระดับสายตาพอดีกับหน้าจอ วางคีย์บอร์ดไว้ด้านหน้าในตำแหน่งที่ยื่นมือพิมพ์ได้สะดวก โดยท่วงท่าที่เหมาะสมคือศอกทำมุมราว 90 องศา และแนบชิดกับลำตัว

           Don't : ยื่นหน้าเพ่งดูหน้าจอ หากศีรษะเลื่อนออกจากระนาบเดียวกับบ่าทั้งสองแล้ว จะทำให้กระดูกคอทำงานหนัก ปวดคอและบ่า ลามไปถึงแผ่นหลังช่วงล่างที่จะมีอาการปวดเมื่อยด้วย


 5. ท่าเดิน

           Do : ให้ศีรษะ ไหล่ทั้งสอง หน้าท้อง หัวเข่า และนิ้วเท้า อยู่ในระนาบเดียวกัน ก้าวย่างลงโดยให้จมูกเท้าเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นเป็นจุดแรก แกว่งแขนเล็กน้อยเพื่อให้เดินได้สบาย และช่วยลดแรงกดที่ไหล่ หากต้องการเดินเพื่อออกกำลังกายให้แขม่วหน้าท้อง และเดินแกว่งแขนที่พับศอกเป็นมุม 90 องศาไปด้วย

           Don't : เดินแอ่นอก หรือศีรษะนำหน้าลำตัว


 6. ท่ายืนทำอาหาร 

            Do : ใช้เวลาช่วงรออาหารสุกในการบริหารร่างกายง่าย ๆ เพื่อช่วยปรับสรีระของคุณ โดยยืนขาชิด แยกปลายเท้าออกจากกัน 45 องศา แยกเข่าย่อตัวลงให้เข่างอระดับหนึ่ง เปิดอกผึ่งผาย สะโพกและไหล่เป็นแนวเส้นตรงระนาบเดียวกัน ย่อขึ้นลงเช่นนี้ 12-15 ครั้ง (สามารถใช้มือข้างหนึ่งจับเก้าอี้ หรือขอบเคาน์เตอร์ไว้ได้ หากมีปัญหาในการทรงตัว)

            Don't : แอ่นสะโพกพิงกับเตา-เคาน์เตอร์ หรือ ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่สะโพกข้างใดข้างหนึ่ง ท่วงท่านี้จะทำให้กระดูกสันหลังคด ปวดหลังและเอว


 7. ท่านั่งดูโทรทัศน์

            Do : วางเท้าทั้งสองระนาบกับพื้น เข่าอยู่ใกล้กัน หลังตรงแต่ไม่เกร็ง ศีรษะอยู่ตำแหน่งเดียวกับกระดูกก้นกบ และให้นั่งผ่อนคลายหลังพิงเบาะได้ตามสบายในช่วงพักโฆษณา

            Don't : นั่งตัวงอเอนหลังจมหายไปในโซฟา หากนั่งในท่วงท่วงท่านี้เป็นประจำ กล้ามเนื้อในร่างกายจะจดจำการนั่งหลังค่อม และจะทำให้คุณปวดเมื่อยแม้จะกลับมานั่งในท่าปกติแล้วก็ตาม


          ใน ช่วงแรก ๆ การปรับตัวให้อยู่ในท่วงท่าที่เหมาะสมเช่นนี้ อาจทำให้คุณรู้สึกขัด ๆ และเมื่อยเร็ว แต่เมื่อทำเป็นประจำจะพบว่า สรีระโดยรวมของคุณดูดีขึ้น บุคลิกภาพน่ามองทุกท่วงท่า และช่วยให้รูปร่างของคุณดูเพรียวลงได้ด้วย เนื่องจากตัวไม่ห่อ หลังไม่งอ เช่นแต่ก่อน ใครรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้มีน้ำหนักเกินมากมาย แต่กลับรู้สึกว่าตัวตัน ๆ และอึดอัด ลองปรับท่วงท่าการเดิน การนั่ง ของคุณตามวิธีที่เราแนะนำไว้กันดูนะคะ ได้ผลดีทีเดียวล่ะค่ะ


ลดน้ำหนัก วิธีลดความอ้วน วิธีกำจัดเซลลูไลท์ ต้นเหตุของความอ้วนเผละ

โดย นพ.ถนอมกิต เพราะสุนทร แพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาลสมิติเวช
          เอาใจคุณยังสาวหลาย ๆ คนที่มีปัญหาเซลลูไลท์ตามมากวนใจ ตั้งแต่มีน้องคนแรกยันคนที่สองก็ยังตัดขาดจากกันไม่ได้สักที APPEAL ฉบับนี้ขอพาคุณแม่ไปรู้จักกับเพื่อนตัวป่วนเจ้าปัญหาอย่าง "เซลลูไลท์" และหลากหลายวิธีกับการกำจัดมันให้หมดไป

          เซลลูไลท์ (Cellulite) คือก้อนไขมันใต้ผิวหนังที่ทำให้ผิวหนังแลดูตะปุ่มตะป่ำเหมือนเปลือกผิวมะกรูด หลายคนอาจคุ้นกับชื่อ "ผิวเปลือกส้ม" หรือ "ผิวหนังไก่" มากกว่าก็ได้ ซึ่งสาเหตุของเจ้าเซลลูไลท์เชื่อว่าเกิดจากการที่มีการไหลเวียนของระบบเลือด ในบริเวณนั้นลดลง การคั่งของน้ำเหลือง และภาวะฮอร์โมนที่ไม่สมดุล มักพบได้บ่อยในบริเวณต้นแขน ต้นขา หลัง คอ ไหล่ ท้องน้อย พบแม้แต่บริเวณลำคอและหน้า สามารถสำรวจตัวเองได้ง่าย ๆ จากการดูบริเวณต้นขา ก้น ซึ่ง 2 บริเวณนี้จะเกิดขึ้นมากที่สุด The pinch test โดยการใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบผิวหนังบริเวณที่สงสัย หากมีเซลลูไลท์ผิวบริเวณดังกล่าวจะมีลักษณะเหมือนผิวส้ม

          และ สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณแม่หลังตั้งครรภ์มีเจ้าเซลลูไลท์อยู่ก็เพราะว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนของร่างกาย ระดับเอสโตเจนที่มากเกินไปจะทำให้ผนังกั้นไขมันไม่แข็งแรง ไขมันบางส่วนจะถูกเบียดไปชั้นใต้ผิวหนังทำให้เกิดเป็นก้อนใต้ผิวหนัง เรามักจะพบเซลลูไลท์ในคนหลังตั้งครรภ์ หรือคนที่รับประทานยาคุมกำเนิด
 
     1. การควบคุมอาหารและน้ำ

          อาหารที่ก่อให้เกิดเซลลูไลท์และควรที่จะงด ได้แก่ อาหารที่อุดมไปด้วย Toxin เช่น ไขมัน อาหารหวาน อาหารมัน ประเภทนม เนย น้ำตาล ช็อกโกแลต ไอศกรีม ของทอด สุรา น้ำตาล หากรับประทานอาหารเหล่านี้มากเกินไปจะทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกหมดเกิด การสะสม จึงควรหลีกเลี่ยง พยายามควบคุมให้น้ำหนักคงที่ อย่าปล่อยตัวให้อ้วนเกินไป ถ้าอ้วนอยู่แล้ว ต้องค่อย ๆ ลดน้ำหนักลง และควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับร่างกาย ต้องการประมาณวันละ 8 แก้ว ควรเพิ่มปริมาณผักผลไม้สด บางคนบอกว่าเอนไซม์จากผักผลไม้ช่วยย่อยสลายไขมันได้

          ข้อแนะนำ : สามารถควบคุมได้ด้วยตัวเองประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ผลจะขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะสามารถควบคุมตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน จึงอาจทำให้เห็นผลช้า หรือบางคนที่มีเซลลูไลท์มาก ๆ อาจจะไม่เห็นผลเลยก็เป็นได้ ส่วนการบริโภคผักผลไม้สด ๆ ที่เริ่มเป็นเซลลูไลท์เท่านั้น


     2. การนวดเบา ๆ ตามบริเวณที่มีเซลลูไลท์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          การนวดที่คล้าย ๆ กับการนวดสปาเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถช่วยได้ดีคือการนวดเบา ๆ ตามบริเวณที่มีเซลลูไลท์ จะทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็งแรงขึ้น และออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด

          ข้อแนะนำ : เหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกในเรื่องของการควบคุมอาหาร การนวดจะทำให้เซลลูไลท์บริเวณนั้นตึงขึ้น เห็นผลเร็วกว่าการควบคุมอาหารด้วยตัวเอง


     3. การใช้อาหารเสริม หรือครีมกำจัดเซลลูไลท์ หรือการพันด้วยพลาสติก

          การทาครีมสลายเซลลูไลท์ หรือการนวดด้วยครีมสลายเซลลูไลท์ อาจช่วยได้บ้างเล็กน้อยหรืออาจไม่ได้เลย ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าการกำจัดเซลลูไลท์โดยการใช้ครีมกำจัดเซลลูไล ท์, การพันด้วยพลาสติก, การฝังเข็ม, เครื่องมือหรือเครื่องออกกำลังกาย เช่น สายพานหรือเข็มขัด ที่เอามาเขย่าหรือสั่นลงบนบริเวณที่มีเซลลูไลท์ สามารถใช้ได้ผลมากน้อยเพียงใด

          ข้อแนะนำ : วิธีนี้อาจมีราคาที่ค่อนข้างแพง ซึ่งผู้ที่ต้องการกำจัดเซลลูไลท์บางคนอาจได้ผล หรือไม่ได้ผลก็เป็นได้ จึงทำให้เสี่ยงต่อผลที่จะตามมา เพราะทางการแพทย์ถือว่ายังไม่มีหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ชัดเจน


     4. Endermologie เทคนิคการนวดและดูด 3 ทิศทาง

          ขบวนการนี้ทำให้มีการปรับโครงสร้างใหม่ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ผิวหนัง กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลือง รวมทั้งช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยจะช่วยกำจัดเซลลูไลท์และไขมันส่วนเกินของร่างกาย และยังทำให้ผิวเนียนเรียบและรูปร่างเพรียวขึ้น Improving skin fitness, Improve scar tissue and burn, Increase circulation, Relieve of musoular pain, Reducing cellulite, Body shaping

          ข้อแนะนำ : จำเป็นต้องทำต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นผล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจดีขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น คนไข้จำเป็นต้องควบคุมอาหารไปด้วยจึงจะเห็นผลได้ชัดเจน


     5. การใช้เครื่องมือประเภท Perfect s

          เป็นเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อลดปัญหาเรื่องเซลลูไลท์ และปรับรูปร่างให้ได้สัดส่วน ซึ่งใช้เทคโนโลยี อาทิ คลื่นวิทยุ, แสงอินฟาเรด, ลูกกลิ้ง, แรงดูดสุญญากาศ, IR ช่วยเพิ่มการส่งผ่านออกซิเจนที่จับอยู่กับเม็ดเลือดแดงไปสู่เนื้อเยื่อภาย หลังการกระตุ้นให้เกิดความร้อนจากแสงอินฟราเรด ส่วน RF ช่วยเพิ่มการซึมผ่านออกซิเจนระหว่างเซลล์โดยการกระตุ้นให้เกิดความร้อนในผิว หนังด้านลึก เพิ่มกระบวนการเผาผลาญไขมันที่เกิดขึ้นภายใน ไมโตรคอนเดรียของเซลล์ ภายหลังการทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญเซลล์ไขมันจะทำให้เซลล์ไขมันหดตัวและ กระชับตัวขึ้น

          ข้อแนะนำ : ต้องทำประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำต่อเนื่องประมาณ 5-10 ครั้ง จึงจะดีขึ้น แล้วหลังจากนั้นบางคนอาจจะกลับมาทำอีกเดือนละครั้ง หากเป็นใหม่ก็สามารถกลับมาทำใหม่ได้
 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.appeal-magazine.com/

ดูแลสุขภาพ สุขภาพดี ด้วย วิถีตะวันออก

โดย : อณู
          การมีสุขภาพดีไม่ใช่การวิ่งไปหาหมอเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นความรับผิดชอบของเราเอง เกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งหมายความว่า เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน กินอาหารอะไรเข้าไปบ้างมีบุคลิกลักษณะและมีจิตใจเป็นอย่างไร

ชีวิตสมดุล
          การ แพทย์ของไทยในสมัยก่อน หรือการแพทย์แผนไทย มองว่าการมีสุขภาพดีเป็นปกติ ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตที่สมดุล เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมา แสดงว่าเกิดความไม่สมดุลในร่างกายเข้าแล้ว

          ส่วนแพทย์แผนปัจจุบัน เขาเคยตั้งหน้าตั้งตาซ่อมอวัยวะส่วนที่เป็นโรค หรือขจัดเหตุของโรคให้หมดไป เท่าที่ผ่านมา จากวิธีวิเคราะห์โรคที่แม่นยำ มีเทคโนโลยีในการรักษามีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับโรคที่เกิดจากเชื้อโรค และโรคที่ต้องอาศัยการผ่าตัด คนจึงพิการหรือตายน้อยลงอย่างน่าทึ่ง ทั่วโลกจึงนำการแพทย์แนวนี้เข้ามาแทนที่ จนการรักษาแบบดั้งเดิมของประเทศตัวเองค่อย ๆ จางหายไป

          การ รักษาโรคที่เกิดจากพฤติกรรม เช่น เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง ความดันโลหิต ฯลฯ ด้วยแผนปัจจุบัน ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ราคาแพง มีผลข้างเคียงอันตราย หรือต้องกินยาตลอดชีวิต คนจึงหันมาหาการรักษาตามแนวทางแพทย์ทางเลือกซึ่งอยู่บนรากฐานของการรักษาตาม แนวทางของซีกโลกตะวันออกมากขึ้น อาศัยการปรับพฤติกรรมและวิธีแบบองค์รวม

          ซีกโลกตะวันตกกำลังเปิดประตูต้อนรับการแพทย์ทางเลือก หรือการแพทย์แผนดั้งเดิมของท้องถิ่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็ม สมุนไพร นวด โยคะ สมาธิ อาหาร ธรรมชาติ ฯลฯ

          เรามาดูกันหน่อยว่าแพทย์แผนไทยตามวิถีตะวันออกที่มีการฟื้นฟูขึ้นมาอย่างจริงจังอีกครั้ง เขามีวิธีคิดและรักษากันอย่างไร

          แพทย์ แผนไทยเห็นว่า การเจ็บป่วยเกิดจากอิทธิพลต่าง ๆ ที่ทำให้เราขาดสมดุลไป อิทธิพลที่ว่านี้คือธาตุทั้ง 4 ฤดูกาล อายุที่เปลี่ยนไป ถิ่นที่อาศัย กาลเวลา และดวงดาวตาม จักรราศี

ธาตุทั้ง 4  ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นส่วนประกอบของร่างกาย
           ธาตุดิน คือ องค์ประกอบที่มีลักษณะเป็นของแข็ง มีความคงรูป ได้แก่ อวัยวะต่าง ๆ

           ธาตุน้ำ คือ องค์ประกอบที่มีลักษณะเป็นของเหลว เช่น น้ำต่าง ๆ

           ธาตุลม เป็นสิ่งที่มีพลัง ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว เช่น ลมหายใจเข้า-ออก

           ธาตุไฟ มีลักษณะเป็นความร้อน คุณสมบัติก็คือเผาผลาญ ทำให้ลมและน้ำเคลื่อนที่ด้วยพลังความร้อนพอเหมาะ

ฤดูกาล
          มีผลทำให้ร่างกายเราแปรปรวน ต้องปรับตัวให้เข้ากับฤดูที่เปลี่ยนไป ฤดูร้อนจะเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ ฤดูฝนเจ็บป่วยด้วยธาตุลม ฤดูหนาวเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ

          อายุที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะเปลี่ยนตามอายุ 3 วัย คือ

           ปฐมวัย (อายุ 1-16 ปี) เจ็บป่วยด้วยโรคทางธาตุน้ำ

           มัชฌิมวัย (อายุ 16-32 ปี) เจ็บป่วยด้วยโรคธาตุไฟ

           ปัจฉิมวัย (อายุ 32 ปีขึ้นไป) เจ็บป่วยด้วยโรคทางธาตุ

ถิ่นที่อาศัย

           ประเทศร้อน - สถานที่ที่เป็นภูเขาสูง เนินผา มักเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ

           ประเทศเย็น - สถานที่ที่ฝนชุก โคลนตม มักเจ็บป่วยด้วยธาตุลม

           ประเทศอุ่น - สถานที่ที่เป็นน้ำฝน กรวดทราย เก็บน้ำไม่อยู่ มักเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ

           ประเทศหนาว - สถานที่ที่เป็นโคลนตม ชื้นแฉะ น้ำเค็ม เช่น ชายทะเล มักเจ็บป่วยด้วยธาตุดิน

กาลเวลา
         การเปลี่ยนแปลงทุก 24 ชั่วโมงใน 1 วัน เกิดการแปรปรวนของธาตุต่าง ๆ แตกต่างกัน ทำให้เจ็บป่วยด้วยธาตุต่าง ๆ ตามเวลา

         ดวงดาวตามจักรราศี ในรอบ 1 ปี เมื่อพระอาทิตย์สถิตในราศีต่าง ๆ จะเกิดผลต่อร่างกายต่างกันไปตามแต่ละส่วนของอวัยวะ

รักษาแบบไทย
         การรักษาจะเริ่มจากตรวจร่างกาย และดูวัน เดือน ปีเกิด อายุ เพื่อตรวจดูว่ามีธาตุเจ้าเรือนเป็นอย่างไร มีอาการของธาตุใด คือ ดูความสมดุลของธาตุทั้ง 4 หากมีตำราแน่นอนว่าเป็นอะไร ก็จะจัดยารักษาตามนั้น หากไม่พบว่าเป็นอาการใดที่ชัดแจ้งแน่นอน จะใช้การคำนวณธาตุแล้วจัดยาให้ ซึ่งยาสำหรับแต่ละคนก็ต่างกัน

         แพทย์ แผนไทยจะให้ปรับตัวเข้ากับสภาวะ ด้วยการปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันที่ก่อให้เกิดโรค เช่น กินอาหารมากหรือน้อยไป กินไม่ถูกกับธาตุหรือโรค นั่ง ยืน เดิน นอน ไม่สมดุล อากาศไม่สะอาด ฝืนธรรมชาติ เช่น อดอาหาร อดนอน กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ ทำงานหนักเกินกำลัง มีกิจกรรมทางเพศมากไป โศกเศร้าเสียใจ หรือดีใจเกินไป มีโทสะมากไป ขาดสติ

          มีคำแนะนำให้กินอาหารให้เหมาะกับธาตุและฤดูกาล กินอาหารที่เป็นสมุนไพร รักษาด้วยยาสมุนไพร อบสมุนไพร นวดตัว การออกกำลังกาย การดัดตนด้วยท่าฤาษีดัดตน เพื่อจัดโครงสร้างให้เข้าที่ด้วยตนเอง มีสติในการกิน นอน ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ฝึกสมาธิให้จิตเข้มแข็ง มีพลัง เกิดความสุขสงบ ดำรงชีวิตด้วยทางสายกลาง รักษาศีล เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ มีวินัย จะเห็นว่าสุขภาพที่สมดุลตามแบบแพทย์แผนไทยอิงหลักพุทธศาสนา เน้นเรื่องธรรมชาติ และเน้นการทำให้ร่างกายสมดุล

พบหมอไทย
         ใช่ว่าจะมีแต่คำแนะนำสำหรับการรักษาตัวด้วยแพทย์แผนไทยเพียงอย่างเดียวค่ะ เดี๋ยวนี้เราสามารถหาซื้อยาสมุนไพรได้ตามที่ต่าง ๆ เช่น ตามร้านขายยาแผนโบราณทั่วไป องค์การเภสัชกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเมื่อก่อนยังมีคลินิกตรวจแบบแผนไทยอยู่ ทุกวันนี้เหลือเพียงขายยาสมุนไพร หรือในที่บางแห่งให้บริการปรึกษา เช่น สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
momypedia.com

เคล็ดลับการดูแลตัวเองให้ดูอ่อนกว่าวัยด้วยวิธีง่าย ๆ

แม้ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่จะ เข้าใจกฎเกณฑ์ เรื่องอายุและรูปลักษณ์ภายนอก กันเป็นอย่างดีว่า สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาควบคู่กันไปตามธรรมชาติ ทว่าผู้ชายบางคนก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ร่วงโรยไปตามอายุ และไม่คิดจะหันกลับมาดูแลตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางคนที่ท้าทายธรรมชาติด้วยการรักษาความหนุ่มเอาไว้ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดูดี แถมยังดูไม่แตกต่างไปจากตอนหนุ่ม ๆ เลยสักนิด ฟังแบบนี้แล้วอาจทำให้ใครหลายคนแอบสงสัยกันอยู่ไม่น้อยว่าพวกเขาทำได้อย่าง ไร ในวันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองให้ดูอ่อนเยาว์แบบง่าย ๆ มาฝากกัน รับรองว่าเป็นวิธีที่คุณสามารถทำได้เองและไม่ต้องเจ็บตัวไปกับการทำศัลยกรรม อีกด้วย
 
1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
 
          สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายทั้งหลายดูมีอายุมากขึ้น (บางคนดูแก่กว่าอายุจริงด้วยซ้ำ) นั่นเป็นเพราะว่า กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเริ่มหย่อนคล้อยไม่กระชับเหมือนในสมัยหนุ่ม ๆ ดังนั้นหากคุณต้องการจะรักษาและคงความเฟี้ยวเอาไว้ โดยไม่สนใจว่าตัวเลขของอายุจะเดินหน้าไปไวสักแค่ไหน ก็ควรหมั่นออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ทำงานบ้าง อีกทั้งยังช่วยกระชับและลดไขมันส่วนเกินอีกด้วย



          ทั้งนี้ ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 - 60 นาที (ระยะเวลาในการออกกำลังกายขึ้นอยู่กับศักยภาพร่างกายของแต่ละคน) แล้วคุณก็จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสดชื่นสดใสเหมือนสมัยหนุ่ม ๆ เลยล่ะ นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยลดน้ำหนักและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ ด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน โรคเส้นเลือดอุดตัน และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเซโรโทนินสารที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้อีก ต่างหาก

 
2. จัดแต่งทรงผมให้ดูดีอยู่เสมอ 
 
          ไม่มีอะไรจะทำให้ผู้ชายดูโทรมได้เท่ากับผมเผ้าที่รุงรัง กระเซอะกระเซิง ไม่ได้ทรงอีกแล้ว หากไม่อยากหมดหล่อในสายตาของคุณผู้หญิง คุณควรจัดแต่งทรงผมให้ดูดีอยู่เสมอ โดยทรงผมที่เหมาะสมกับหนุ่มรุ่นใหญ่ที่สุดก็คือ ผมสั้น ซึ่งคุณอาจใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมอย่าง เจล มูส หรือสเปรย์ช่วยตกแต่งทรงผมด้วยก็ได้ แต่หากใครที่มีปัญหาผมร่วงหรือเส้นผมบาง หากใจกล้าหน่อยก็สกินเฮดไปเลย เพราะผู้ชายกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ผมจะเริ่มบางลง โดยเฉพาะชายที่อยู่ในช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่มั่นใจกับทรงสกินเฮดของตัวเอง ก็ลองมองหายาปลูกผมดี ๆ เอาไว้ใช้แทน หรือไม่ก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไปเลยก็ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลุคของตัวเอง



3. โกนหนวดโกนเครากันบ้าง
 
          หนวดและเคราบนใบหน้าเปรียบเสมือนดาบสองคมที่สามารถทำให้คุณดูดีขึ้น แต่อีกทางหนึ่งมันก็สามารถทำร้ายตัวคุณได้เหมือนกัน หากใบหน้าคุณไม่เหมาะกับการไว้หนวดเครา หรือปล่อยให้หนวดเครารกรุงรังจนทำให้คุณดูแก่กว่าอายุจริง ดังนั้นควรโกนทิ้งไปให้หมด โดยเหลือไว้เพียงใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้าน และยังช่วยให้คุณดูเด็กลงมากขึ้น แต่ถ้าอยากจะไว้จริง ๆ ก็อาจอัพเดทเทรนด์หนวดเคราจากเหล่าดาราแล้วลองทำตามดูบ้างก็ได้ เพื่อเปลี่ยนลุคของตัวเองให้แตกต่างออกไปจากเดิมบ้าง ทว่าข้อสำคัญที่ไม่ควรลืมหากจะไว้หนวดเคราจริง ๆ ก็คือต้องเลือกทรงที่รับกับรูปหน้าของคุณมากที่สุด จึงจะช่วยให้ดูดีขึ้นได้



4. ดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงต่าง ๆ ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง

 
          สิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณดูอ่อนเยาว์ลงไม่ใช่แค่การดูแลทรงผม หรือการแต่งตัวให้ดูดีเท่านั้น ทว่าคุณยังควรดูแลผิวพรรณควบคู่กันไปด้วย โดยหันมาใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้ติดเป็นนิสัย โดยเฉพาะในส่วนของใบหน้า ทั้งนี้ ควรสครับใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกมา นอกจากนี้เวลาโกนหนวดนั้นให้ใช้ครีมโกนหนวดที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ ก่อนการโกนทุกครั้ง เพื่อป้องกันการหลุดร่อนของเซลล์ผิวชั้นนอก และคงความชุ่มชื่นให้กับผิวของคุณ รวมไปถึงทาครีมบำรุงรอบดวงตา เพื่อป้องกันรอยหมองคล้ำบริเวณใต้ตาด้วย และที่สำคัญอย่าลืมดูแลสุขภาพริมฝีปากให้นุ่มชุ่มชื้นอยู่เสมอด้วยลิปมัน เช่นกัน



          ทั้งนี้ ทั้งนั้น สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเองมากนัก เพราะต้องดูแลทั้งงานและครอบครัว คุณอาจจะเริ่มปฏิบัติตามคำแนะนำสักข้อสองข้อดูก็ได้ แล้วค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมเพิ่มเติมในภายหลัง ออ...นอกจากนี้ให้พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้คุณดูแก่ก่อนวัยด้วยเช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอลล์ หรือปาร์ตี้แบบหามรุ่งหามค่ำ เป็นต้น เพียงเท่านี้คนอื่น ๆ ก็เดากันไม่ออกแล้วล่ะว่าคุณอายุเท่าไหร่กันแน่ 



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เชื้อราในร่มผ้า อาการคันในร่มผ้า แก้ไขอย่างไร

หากคุณเป็นผู้หญิง ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อยีสต์ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ต้องขอขอบคุณ Aimee Christine Hughes นักบำบัดองค์รวมที่จะมีช่วยบอกวิธีรักษาและป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

           ผู้หญิง ทุกคนจะต้องมีเชื้อยีสต์อยู่ในตัวบ้างไม่มากก็น้อย เชื้อนี้ชื่อว่า Candida albicans เป็นเชื้อปรสิตที่อาศัยอยู่ตามที่อับชื้นตามร่างกาย รวมทั้งช่องคลอด กระเพาะอาหาร ปาก และผิวหนังตามข้อพับต่าง ๆ โดยทั่วไปก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไร แต่บางทีก็มีบางสิ่งบางอย่างไปกระตุ้นให้ยีสต์เกิดการขยายเพิ่มจำนวน

           ตัวกระตุ้นอย่างหนึ่งก็คือ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งสามารถฆ่าแบคทีเรียอย่างเช่น Lactobacillus acidophilus ที่คอยช่วยควบคุมจำนวนยีสต์เอาไว้ การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไปก็เป็นการกระตุ้นเช่นกัน เพราะยีสต์ต้องการน้ำตาลเป็นอาหาร สิ่งอื่น ๆ ก็ได้แก่ภูมิคุ้มกันลดลง ๆ ความเครียด, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีรอบเดือน, ระหว่างมีครรภ์หรือหมดรอบเดือน, หรือขณะให้นมบุตร), น้ำอสุจิจากผู้ชาย, ยาคุมกำเนิด, และแอลกอฮอล์

           สตรี มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์มีการติดเชื้อยีสต์ที่ช่องคลอดอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในชีวิต แต่บางคนก็เกิดขึ้นมากกว่านั้น ตั้งแต่ปีละหนึ่งถึงสามครั้ง และการติดเชื้อสามารถติดเชื้อไปสู่คู่นอนได้ อาการที่เกิดขึ้นในผู้หญิงได้แก่ คัน, เป็นผื่นแดง และผิวหนังหนาขึ้น, ตกขาว, มีน้ำข้น ๆ ไหลออกมา บางทีก็พูดกันว่าข้นพอ ๆ กับค็อตเตจชีสเลยทีเดียว ในกรณีที่เป็นหนัก ๆ ก็จะมีปฏิกิริยาของการแพ้, เป็นผื่นที่ช่องคลอด, ท้องเสีย, เจ็บในท้อง, ปวดรอบเดือน, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, แสบเวลาถ่ายปัสสาวะ, รู้สึกเจ็บเวลาร่วมเพศ, บางทีก็มีการติดเชื้อที่ไต หรือที่กระเพาะปัสสาวะ หากมีการติดเชื้อในผู้ชาย ก็จะมีอาการแดงที่หนังหุ้มองคชาติและปลายองคชาติ และมีการอักเสบ

           การติดเชื้อยีสต์อาจไม่ได้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ที่แน่ ๆ คือมันไปทำให้คุณภาพชีวิตของคุณแย่ลง การแพทย์กระแสหลักมักจะรักษาด้วยการให้ยาเฉพาะที่ และ/หรือ ให้ยาฆ่าเชื้อรา สิ่งเหล่านี้จะให้ผลเป็นการชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้กลับมาติดเชื้อได้อีก

           วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน ให้ลองวิธีการดังต่อไปนี้เพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อยีสต์

1.ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับยีสต์

           วิธี ที่ดีที่สุดก็คือ ทำให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมภายในไม่เหมาะกับการเติบโตของเชื้อ Candida albicans เสียแต่แรกเลย ด้วยการลดการบริโภคน้ำตาล แอลกอฮอล์, ของหวาน ๆ, ขนมปังกรอบและขนมเค้กที่ผ่านกระบวนการ, น้ำผลไม้, น้ำอัดลม ลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ลง เพราะมีหลักฐานบ่งชี้ว่า มีความสัมพันธ์กับการเติบโตอย่างผิดปกติของจุลชีพในลำไส้

           หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี โดยเฉพาะขนมปัง เนื่องจากมีสารอาหารต่ำ และมีสารแต่งเติมที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ในช่วงที่มีการติดเชื้อ ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อราอยู่ในนั้น เช่น ชีส, ผลไม้แห้ง, ถั่วลิสง และแตงโม สำหรับผู้ที่ยังติดเชื้อไม่ยอมหาย หรือติดเชื้อซ้ำซาก ให้หลีกเลี่ยงอาหารนมถ้วย

           รับ ประทานผักสีเขียวให้มากขึ้น (ผักพวยเล้ง, คะน้า เป็นต้น) รวมทั้งแครอท, ข้าวบาร์ลีย์, ถั่วเขียว, ผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว, กะหล่ำ, อาร์ติโช้ค, เห็ดชิตาเกะ, กะหล่ำปลี ให้รับประทานกระเทียมวันละสองสามกลีบทุกวัน เพราะมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อยีสต์ จะให้ได้ผลดีที่สุดก็โดยการบุบแล้วรับประทานสด ๆ

           ส่วนน้ำมันวอลนัท, น้ำมันเมล็ดแฟล็กช์, น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว ล้วนทำให้เชื้อแคนดิด้าอดอยาก น้ำมันมะพร้าวช่วยได้มากเพราะมีกรดลอริค (lauric acid) และกรดคาพรีลิค (caprylic acid) อยู่สูง ซึ่งทั้งคู่ มีคุณสมบัติต่อต้านไวรัส, ต่อต้านจุลชีพ, และต่อต้านเชื้อรา มุ่งจู่โจมยีสต์และเชื้อราอื่น ๆ ที่เจริญเติบโตมากเกินไปในร่างกาย อย่างเช่นขี้กลากและฮ่องกงฟุต ขอให้แน่ใจที่จะซื้อน้ำมันมะพร้าวที่ไม่ได้ถูกไฮโดรจีเนเต็ด ให้รับประทานโยเกิร์ตชนิดไม่ได้เติมน้ำตาล แต่งรสที่มีเชื้อ Lactobacillus acidophilus ที่มีชีวิตอยู่ด้วยทุกวัน จะช่วยลดการเจริญของยีสต์ในช่องคลอดและลำไส้เล็ก

2.เพิ่มอาหารเสริม

           สูตรผสมโปรไบโอติคส์ที่มี Lactobacillus acidophilus ช่วยรักษาสมดุลของจุลชีพในทางเดินอาหารและระบบสืบพันธุ์ ที่คลินิกของผู้เขียน (Aimee Christine Hughes) มักจะพบความสัมพันธ์ระหว่างการติดเชื้อยีสต์กับปัญหาของทางเดินอาหาร นับตั้งแต่ท้องผูกและแสบร้อนหน้าอกไปจนถึงสารอาหารไม่ดูดซึม การให้เอนไซม์ช่วยย่อยนับว่าเป็นประโยชน์ รวมทั้งวิตามินเกลือแร่รวม (ให้แน่ใจด้วยว่าอาหารเสริมเหล่านี้ไม่มียีสต์อยู่ด้วย)

           สตรี ที่มีแนวโน้มในการติดเชื้อยีสต์มักจะมีวิตามินบีชนิดต่าง ๆ อยู่ต่ำ วิตามินบีจำเป็นในการเมตาโบลิซึ่มของน้ำตาล ดังนั้น ให้เพิ่มอาหารเสริมวิตามินบีเข้าไปด้วย นอกจากนี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้รับประทานวิตามินซี (1,000 ม.ก.), วิตามินอี (800 หน่วยสากล), กรดไขมันโอเมก้า -6 (ชนิดที่ให้แกมม่า-ไลโนเลนิค แอซิด หรือ GLA 450 ม.ก.), กรดไขมันโอเมก้า -3 (ที่ให้กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิค แอซิด หรือ อีพีเอ 1,000 ม.ก. และกรดโดโคชาเฮ็กชาอีโนอิค แอซิด หรือดีเอชเอ 800 ม.ก.), และซีเลเนียม (200 ไมโครกรัม) เหล่านี้จะช่วยต่อต้านการอักเสบ และเพิ่มภูมิคุ้มกัน การรับประทาน caprylic acid (500 ม.ก.) ก็ช่วยป้องกันการติดเชื้อราทุกชนิด รวมทั้ง Candida albicans

3.สมุนไพร

           ผู้เขียนพบว่า ในการต่อต้านการติดเชื้อยีสต์และป้องกันการระบาด สมุนไพรที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันนับเป็นสิ่งที่ยากที่จะมองข้ามไปได้ ทั้งสมุนไพร astragalus และ ahwagandha สารสกัดจากเมล็ดส้มโอผลเล็ก (grapefruit) มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรีย รวมทั้งให้รับประทานเอ็คไคเนเชีย (250-500 ม.ก.) และสมุนไพรโกลเด้นชีล (150-300 ม.ก.) ร่วมด้วยทุกวัน เพื่อช่วยให้ทั้งระยะเวลาการติดเชื้อลดลง และร่างกายจะได้สามารถรักษาตัวและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

           เป็นที่ทราบกันว่า สมุนไพร cat’s claw ช่วยอาการปวดข้อได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วย ผู้เขียนแนะนำให้รับประทานสารสกัดสมุนไพรนี้ครั้งละ 500 ม.ก. วันละสามครั้ง สมุนไพรอื่น ๆ ก็ได้แก่ oat straw (ช่วยให้ประสาทสงบ) pu d'arco (ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เม็ดเลือดแดง) แล้วยังมีสมุนไพรจีนอย่างราก gentian, skullcap, gardenia, akebia, plantain, pupleurum, rehmannia, angelica, cardamom และ dioscorea

           น้ำมัน หอมระเหยอย่างลาเวนเดอร์, โรสแมรี่, และทีทรีก็สามารถนำมาเติมเวลาอาบน้ำอุ่นก็ได้ หรือจะผสมเกลือทะเลลงไปในน้ำ กวนให้ละลาย แล้วนำมาล้างถูตัวเพื่อแก้คันและช่วยรักษาได้เร็วขึ้น การกลั้วปากด้วยน้ำเกลือก็ช่วยควบคุมการแพร่กระจายของแคนดิด้าในช่องปาก คุณสามารถใช้น้ำมันหอมลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันทีทรี 3-5 หยด ผสมลงในน้ำมันมะกอก หรือโฮโฮบา 50 มิลลิลิตร แล้วใช้ทาหรือช่วยหล่อลื่นเนื้อเยื่อช่องคลอดที่อักเสบ

เครื่องเทศ

           ให้เตรียมส่วนผสมจากอบเชย ซึ่งงานวิจัยแนะว่ามีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อราเป็นอย่างสูง ให้บิอบเชย 8 อัน ออกเป็นชิ้นหัก ๆ ใส่ลงในน้ำต้มเดือดและเคี่ยวเป็นเวลา 10 นาที ดับไฟ นำลงจากเตาแล้วทิ้งไว้อีกหนึ่งชั่วโมง นักสมุนไพรบางท่านแนะนำให้ฉีดล้างช่องคลอด บางคนก็แนะนำให้ดื่มชาอบเชยซึ่งจะช่วยควบคุมการติดเชื้อยีสต์

4.ฉีดน้ำ

           การใช้เครื่องฉีดชำระอาจไม่จำเป็นตอนคุณเป็นปกติดีอยู่ แต่ในช่วงที่ติดเชื้อยีสต์ จะช่วยบรรเทาอาการลงได้มาก วิธี หนึ่งก็คือ ใช้น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์วินนิก้า 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาดหนึ่งลิตร จะได้ส่วนผสมที่เป็นกรดเล็กน้อยและไม่เหมาะกับการเจริญของยีสต์ นำมาฉีดล้างวันละสองครั้ง หรือใช้โยเกิร์ตชนิดไม่ผสมน้ำตาล (unsweetened yogurt) 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำเปล่า 1 ถ้วย ชำระล้างวันละสองครั้ง หรือใช้น้ำมันทีทรี (10 หยดผสมกับน้ำ 1 ถ้วย ล้างวันละสองครั้ง)

5.ทำใจให้สบาย

           นอนยืดแผ่สบาย ๆ บนผ้าปูสำหรับเล่นโยคะเวลารู้สึกคัน โยคะช่วยคลายความเครียด และความกลัดกลุ้ม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสองอย่างที่ไปกระตุ้นการขยายตัวของยีสต์ โยคะยังช่วยกำจัดสารพิษ, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, ทำให้น้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสมดุล รวมทั้งทำให้สมดุลของฮอร์โมนกลับมาด้วย ท่าอาสนะที่ช่วยผ่อนคลายมาก ๆ อย่างเช่น The Child ช่วยต่อต้านความอยากน้ำตาล รวมทั้งคาเฟอีนและนิโคตินด้วย

ผู้หญิงจะทำอะไรได้บ้าง?

            รักษาความสะอาดและแห้ง สวมซับในผ้าฝ้าย หลีกเลี่ยงผ้าสังเคราะห์และเสื้อผ้าที่คับรัดรูป เพราะจะไปขัดขวางการไหลเวียน ถอดชุดอาบน้ำหรือชุดบริหารร่างกายที่เปียกออกทันทีที่ทำได้ เมื่อมีรอบเดือนให้เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ

            หลีกเลี่ยงสารเคมี พยายามอย่าให้บริเวณอวัยวะเพศสัมผัสสารเคมี หรือสารให้ความหอมสังเคราะห์ ซึ่งระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณนั้นมาก เช่น ผ้าอนามัย, กระดาษชำระหรือสบู่, แป้ง, สเปรย์ดับกลิ่น หรือน้ำยาอาบน้ำที่ผสมกลิ่นหอม มีหลายกรณีที่พอเลิกใช้กระดาษชำระแล้วเอาน้ำใส่ขวดชนิดบีบได้บีบทำความสะอาด หลังเข้าห้องน้ำ แล้วเป่าให้แห้ง หรือใช้เครื่องเป่าผมตั้งไว้ที่ลมธรรมดาเป่าให้แห้งก็ช่วยได้ดี

            รักษาการอักเสบ ผู้เขียนประสบความสำเร็จจากการใช้ชาแดนดิไลอัน (เอาใบสด ๆ มา 1 ถ้วย ต้มกับน้ำเดือด 3 ถ้วย เป็นเวลา 30 นาที แล้วกรอง) ; น้ำว่านห่างจระเข้ (เอาสำลีจุ่มลงไปแล้ว ทาบริเวณปากช่องคลอด) ; ยาเหน็บบอร์ค แอซิด (มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อ, ต้านเชื้อราและไวรัส) ; colloidal silver (รับประทาน และ/หรือ นำไปผสมกับเจลว่านหางจระเข้กับน้ำมันทีทรีสัก 2-3 หยดเคลือบลงบนก้อนสำลี แล้วใช้เหน็บ) ; น้ำมันมะพร้าว (ทาตรงบริเวณที่อักเสบ)






http://dasisspa-paris.blogspot.fr/




 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
อาหารและสุขภาพ

ผู้หญิง อำพรางน่องใหญ่ให้ดูสวยเพรียว

เคล็ดลับการแต่งกายสำหรับสาว ๆ ที่มีความกังวลเรื่องน่องและข้อเท้าใหญ่


   - เลี่ยงรองเท้าที่มีสายรัดข้อเท้า แต่ให้ใส่เป็นรองเท้าส้นสูงธรรมดาก็พอ



   - หากต้องโชว์เรียวขา เลือกรองเท้าสีนู้ดที่ช่วยให้ขาดูยาวขึ้น หรือใส่ถุงน่องสีดำกับรองเท้าสีดำก็ได้



   - เบี่ยงเบนความสนใจจากช่วงล่าง โดยเน้นดีเทลที่ช่วงบนให้ดูเด่นขึ้น เช่น ใส่เสื้อที่มีปกสวย ๆ หรือเลือกใส่สร้อยคอแทน



   - แม็กซี่เดรส เป็นทางเลือกที่ดีในการปิดบังเรียวขา และยังมีสารพัดสไตล์ให้เลือกด้วย



   - เลือกเดรสหรือกระโปรงที่มีชายบานออก ซึ่งจะทำให้กระโปรงดูเด่นขึ้นและช่วยพรางให้ขาดูเล็กลง



   - ความยาวของกระโปรงถ้าไม่ยาวลงไปเลย ก็ควรให้ยาวคลุมเข่าหรืออยู่เหนือเข่า หากคุณเลือกกระโปรงที่คลุมครึ่งน่องก็จะทำให้น่องของคุณดูตันกว่าเดิม



 http://dasisspa-paris.blogspot.fr/


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.lisaguru.com/
หนังสือLisa Vol.13 No.24 27 มิถุนายน 2555

วิธีป้องกันการเกิด อาการปวดหัวด้วยตัวเอง

ถึงอาการปวดหัวจะไม่ได้ร้ายแรง แต่ก็อาจจะรบกวนการใช้ชีวิตของคุณได้ มาดูวิธีที่คุณจะป้องกันการเกิดอาการปวดหัวได้

 1. เอ็กเซอร์ไซส์ไม่เคยเอ้าท์


การออกกำลังกายป้องกันโรคได้เสมอ อาการปวดหัวจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดหดตัว แต่การออกกำลังจะป้องกันการหดเกร็งของเส้นเลือด จึงเท่ากับป้องกันอาการปวดหัวไปในตัว

 2. คาเฟอีนช่วยได้


เวลาเริ่มปวดหัวถ้าได้จิบกาแฟสักถ้วย คุณจะรู้สึกสบายขึ้น นั่นเพราะคาเฟอีนมีสรรพคุณในการขยายหลอดเลือดที่กำลังหดตัวให้กลับคืนสภาพ เดิม พอเลือดในสมองไหลเวียนสะดวก ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัวธรรมดาหรือปวดเพราะไมเกรนก็สิ้นฤทธิ์

 3. นวดต้นคอคลายปวดหัว


กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมีผลกับอาการปวดหัว หลังจากนั่งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง คนทำงานทั้งหลายจึงต้องบริหารต้นคออย่างน้อย 10 นาที ด้วยการนั่งหลังตรง เอียงหัวไปทางซ้ายขวาจนรู้สึกตึงบริเวณหัวไหล่ หรือจะใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กดแรงๆ บริเวณบ่าให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายก็ได้

 4. แสงบนโต๊ะต้องเป๊ะ


ปรับแสงบนโต๊ะทำงานอย่าให้สว่างหรือมืดเกินไป แสงที่กระทบกับรูม่านตามีผลต่อหดหรือเกร็งของหลอดเลือด และในระหว่างวันเวิร์คกิ้งเกิร์ลทั้งหลาย ควรหาเวลานั่งหลับตาสัก 5 นาที เพื่อให้ประสาทตาได้พักผ่อนบ้าง

 5. คอมพิวเตอร์ต้องพอดี


ถ้าไม่อยากเกร็งต้นคอทั้งวันจนอาการปวดหัวถามหา อย่าลืมปรับความสูงของจอคอมพิวเตอร์ให้พอดีกับระดับสายตา และจัดความสูงของโต๊ะทำงานให้อยู่ในระดับหน้าอก คุณจะได้ไม่ต้องโน้มตัวตลอดเวลา จนปวดแนวกระดูกสันหลัง อีกหนึ่งตัวการปวดหัวเลยนะนั่น

 6. เลี่ยงผงชูรส


โมโนโซเดียมกลูตาเมต หรือที่เราเรียกว่าผงชูรส มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัว สาวๆ ที่ชอบกินขนมกรุบกรอบที่ใส่ผงชูรสเพียบ ถึงได้ปวดหัวบ่อยกว่าคนอื่นเขา

 7. อย่าให้น้ำตาลต่ำ


พยายามรักษาระดับน้ำตาลให้สมดุลเสมอ อาการปวดหัวจะมาแน่นอนถ้าหากคุณขาดน้ำตาล เช่น ไม่ทานอาหารเช้า ไอเดทมากเกินไป หรืองดคาร์โบไฮเดรต ถ้ามั่นใจว่าปวดหัวเพราะอาการน้ำตาลต่ำ การดื่มน้ำหวานแก้วโตๆ จะช่วยให้คุณดีขึ้นได้เร็วกว่ายาแก้ปวดเสียอีก

 8. ทานวิตามินบีเสริม


ผลการวิจัยบอกว่าวิตามินบีและโฟเลทจะช่วยลดอาการไมเกรนได้ เพราะวิตามินทั้งสองจะเข้าไปลดการอุดตันของหลอดเลือดในสมอง อาหารแต่ละมื้ออาจมีวิตามินบีกับโฟเลตไม่พอ การกินวิตามินเสริมจึงน่าจะเป็นคำตอบ

 9. ดื่มน้ำวันละ 6 แก้ว


แค่น้ำเปล่าวันละ 6-8 แก้ว ก็ลดโอกาสเสี่ยงในการปวดหัวไปได้เกือบครึ่ง เพราะน้ำสะอาดจะเข้าไปฟอกเลือด ช่วยให้โลหิตไหลเวียนเสมอ และปรับอุณหภูมิในร่างกาย จะได้ไม่เป็นไข้ตัวร้อนจนปวดหัว

 10. ถอยห่างแอลกอฮอล์


แอลกอฮอล์จะกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานหนัก จนเกิดภาวะขาดน้ำ และน้ำตาลในเลือดต่ำ ส่วนการเที่ยวกลางคืนก็ย่อมหมายถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ พอเอาทั้งสามมารวมกัน จึงไม่ต้องสงสัยที่ปาร์ตี้เกิร์ลจะปวดหัวหลังจากตื่นนอน



หลากวิธีบรรเทาอาการปวดหัวก่อนพึ่งยา


 http://dasisspa-paris.blogspot.fr/