วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทางเลือกกับการ"ลดความอ้วน"


การกินอิ่มเกินพอดีอยู่เรื่อยๆจะ นำไปสู่ภาวะโรคอ้วน ที่จะมีผลต่อสุขภาพการระบบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สิ่งเหล่านี้นี่เองที่จะก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นโรคอ้วนยังส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งทางเดินอาหาร ระบบกล้ามเนื้อ และข้อต่อของร่างกาย เช่น ข้อกระดูกสันหลัง และข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น ทำให้หลายคนเสาะแสวงหาสารพันวิธีมากำจัดเจ้าน้ำหนักส่วนเกินนี้ออกไปจาก ชีวิต

วิธีสำหรับคนอยากลดน้ำหนัก
โรคอ้วนเกิดจากการผสมสานของกรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อม และพฤติกรรม สิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ทำให้คนเราใช้พลังงานน้อยลง และเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่รับประทานไปใช้ไม่หมด เกิดเหลือสะสมเพิ่มน้ำหนักตัว โดยหลักทั่วไป ถ้ารับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการก็จะมีส่วนเกินสะสมทำให้ น้ำหนักไม่เพิ่มมากขึ้น และควบคุมปริมาณแคลอรีในอาหาร โดยเน้นรับประทานอาหารที่มีแคลอรีน้อยลง เช่น พืช ผัก รวมถึงหลักเหลี่ยงอาหารที่ผ่านการทอด

การควบคุมน้ำหนักอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน คือ การฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหาร จากผลการศึกษาพบว่า กระเพาะอาหารของคนอ้วนมีความจุมากกว่าคนที่ไม่อ้วน และเมื่อพยายามควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักตัวได้ระยะหนึ่ง ความจุของกระเพาะอาหารมักจะลดลงตามไปด้วย มีผู้พยายามศึกษาความจุกระเพาะอาหารของมนุษย์ โดยใช้วิธต่างๆมากมาย จนถึงวิธีทันสมัยโดยการใช้เอกซ์เรย์ ทำให้สามารถคำนวณปริมาตรของกระเพาะอาหารได้ จากการศึกษาต่างๆพบว่า ความจุของกระเพาะอาหารของมนุษย์มีค่าแตกต่างกัน ตั้งแต่ 800 ซีซี ไปจนถึงประมาณ 4,000ซีซี หรือตั้งแต่ประมาณ 1 ลิตรจนถึง 4 ลิตร

ด้วยกลไกตามธรรมชาติของร่างกายข้างต้น จึงเป็นที่มาของการฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหาร เพื่อให้เรากินได้น้อยลง แต่รู้สึกอิ่ม ซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นกับเราๆท่านๆ แล้วโดยไม่รู้ตัว เช่น ขณะเริ่มรับประทานอาหารแล้วเผอิญมีโทรศัพท์ดังขึ้น หรือมีแขกมาหาคุยธุระอยู่นานหลายสิบนาที พอพูดคุยธุระเสร็จ เราอาจไม่รู้สึกหิว หรืออาจไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารอีกต่อไปก็ได้ เนื่องจากในขณะที่เราพูดคุยธุระอยู่นั้น สัญญาณจากทางเดินอาหารได้เชื่อมโยงกับศูนย์หิว-อิ่มในสมองเรียบร้อยแล้ว ทำให้เรารู้สึกอิ่มโดยกินอาหารเข้าไปเพียงนิดเดียว
หรือตัวอย่างในเด็กน้อยบางคน กินขนมเพียงซองเล็กๆ ซึ่งไม่น่าจะอิ่มน้องเลย แต่พอถึงมื้ออาหารจริงอาจจะโยเยไม่หิว ไม่อยากกินอาหารมื้อหลัก จนพ่อแม่มักจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่า พยายามอย่าให้เด็กกินขนมก่อนใกล้เวลามื้ออาหาร อย่างน้อยครึ่ง หรือหนึ่งชั่วโมงเป็นต้น

นอกจากนี้การเคี้ยวอาหารช้าๆให้ละเอียด นอกจากจะช่วยทำให้กระเพาะอาหารทำงานน้อยลงแล้ว การเคี้ยวอาหารช้าๆจะทำให้รับประทานอาหารได้ปริมาณน้อยลง และทางเดินอาหารมีเวลาที่จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้รู้สึกอิ่มและไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารอีกต่อไปได้เช่นกัน ผู้ป่วยหลายรายที่ฝึกรับประทานอาหารโดยใช้เวลาเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น ร่วมกับการลดปริมาณอาหารต่อมื้อ เพื่อฝึกกระเพาะอาหารให้มีปริมาตรลดลง และช่วยการสร้างน้ำย่อยซึ่งกระตุ้นให้อยากอาหารน้อยลง


ผู้ป่วยเหล่านี้มักเล่าให้แพทย์ฟังว่าหลังจากการฝึกเช่นนี้อย่างต่อ เนื่อง ประมาณ 2 สัปดาห์ จะรู้สึกชินกับการรับประทานอาหาร ปริมาณน้อยๆ ไม่รับประทานดุ้ดือดเท่าแต่ก่อน และทำให้สามารถลดน้ำหนักได้ 3 กิโลกรัมต่อเดือน แถมยังมีความสุขที่ยังคงรับประทานอาหารหลายอย่างที่ชอบได้ (แต่จะไม่กินจนอิ่ม เพราะต้องการควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหารไว้ไม่ให้ขยายจนเกินไป) นอกจากน้ำหนักตัวจะลดลงแล้ว ยังมีความสุขที่สามารถลดยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ที่เกิดจากความอ้วนได้อีกด้วย ผลตรวจเลือดต่างๆก็ดี ขึ้นตามน้ำหนักตัวที่หายไป

หลักการฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหารให้เล็กลง ประกอบด้วย

1.ลดปริมาณอาหารที่กินแต่ละมื้อให้น้อยลง
2.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูง โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านการทอด
3.เคี้ยวอาหารแต่ละคำให้ช้า และเคี้ยวให้ละเอียด

แม้ว่าการฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหารอาจไม่ได้ผลดีเท่ากับการผ่าตัด เพื่อลดขนาดกระเพาะอาหาร หรือการผ่าตัดใส่บอลลูนเข้าไปภายในกระเพาะอาหารเพื่อขัดขวางพื้นที่ ของกระเพาะอาหารไม่ให้บรรจุอาหารได้มากดังเดิม แต่ก็เป็นวิธีที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพึ่งมีดหมอในการทำผ่าตัด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือ เราสามารถเลือกลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยความภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเราเอง


ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไม่มีความคิดเห็น: